
แอลจีเน้นรุก ทีวีพรีเมียม ลั่นสิ้นปีผู้นำ
นายนิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจกลุ่มทีวีนับจากนี้ บริษัทจะให้ความสำคัญกับกลุ่มทีวีพรีเมียมมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสนใจซื้อทีวีที่มีเทคโนโลยีและคอนเทนต์หลากหลายภายในเครื่องมากขึ้น ดังนั้นบริษัทจึงจะใช้ตัวทีวีแอลจี โอแอลอีดี เป็นตัวหลักในการทำตลาด ภายหลังจากเปิดตัวสินค้าดังกล่าวเข้าทำตลาดมาแล้ว 5 ปี ได้ผลการตอบรับเป็นอย่างดีมาโดยตลอด
นายนิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจกลุ่มทีวีนับจากนี้ บริษัทจะให้ความสำคัญกับกลุ่มทีวีพรีเมียมมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสนใจซื้อทีวีที่มีเทคโนโลยีและคอนเทนต์หลากหลายภายในเครื่องมากขึ้น ดังนั้นบริษัทจึงจะใช้ตัวทีวีแอลจี โอแอลอีดี เป็นตัวหลักในการทำตลาด ภายหลังจากเปิดตัวสินค้าดังกล่าวเข้าทำตลาดมาแล้ว 5 ปี ได้ผลการตอบรับเป็นอย่างดีมาโดยตลอด
โพสต์ทูเดย์ - แอลจีเดินหน้าบุกทีวีพรีเมียม ลุยสินค้าใหม่กลุ่ม โอแอลอีดีเสริมทัพ ปักธงสิ้นปีนี้นั่งอันดับ 1 โกยแชร์ 40%
สำหรับแผนการทำตลาดทีวีแอลจี โอแอลอีดีในปีนี้ บริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวสินค้าใหม่เข้ามาทำตลาดจำนวน 4 ซีรี่ส์ รวม 7 รุ่น เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ซึ่งมีการเปิดตัวสินค้าใหม่เข้ามาทำตลาดเพียง 4 รุ่นเท่านั้น โดยในส่วนของสินค้าใหม่ที่ได้ทำการเปิดตัวเข้ามาทำตลาดในปีนี้จะชูจุดเด่นในด้านของดีไซน์หรูหรา และความบางของจอทีวีที่มีขนาดเพียง 2.57 มม.เท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ง่าย เนื่องจากใช้ระบบปฏิบัติการ สมาร์ททีวี webOS 3.5
"กลยุทธ์การทำตลาดทีวีในปีนี้จะเน้นไปในด้านของดิจิทัลมากขึ้น ควบคู่ไปกับการขยายช่องทางการขาย ด้วยการเพิ่มตัวแทนจำหน่ายจาก 110 ร้านค้า เป็น 200 ร้านค้า ในสิ้นปีนี้ เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย ขณะเดียวกันก็จะมีการทำกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านการทำโปรโมชั่นในรูปแบบต่างๆ ในทุกไตรมาส เช่น ซื้อทีวีแถมเครื่องเสียง รวมไปถึงการบริการหลังการขาย ซึ่งถือเป็นหัวใจของการทำตลาดธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า" นายนิพนธ์ กล่าว
ทั้งนี้ หลังจากบริษัทเดินหน้าทำการตลาดทีวีพรีเมียมอย่าง ต่อเนื่อง คาดว่าสิ้นปี 2560 นี้บริษัทจะมีส่วนแบ่งการตลาดทีวีพรีเมียมจาก 30% เพิ่มเป็น 40% ขึ้นเป็นผู้นำในตลาดทีวีพรีเมียม ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 3,000 ล้านบาท จากตลาดรวมทีวี 7,300 ล้านบาท โดยในปีนี้คาดว่าตลาดทีวีพรีเมียม จะมีการขยายตัวเพิ่มเป็น 5,000 ล้านบาท จากภาพรวมตลาดทีวีที่คาดว่าจะเพิ่มเป็น 8,000 ล้านบาท
นายนิพนธ์ กล่าวอีกว่า ปัจจัยที่ทำให้ตลาดทีวีพรีเมียมมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากผู้ประกอบการจะมีการเปิดตัวสินค้าใหม่เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่องแล้ว การที่ราคาสินค้าทีวีพรีเมียมไม่ว่าจะเป็น 4K หรือโอแอลอีดี มีการปรับราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง เช่น ทีวีขนาด 55 นิ้ว ปรับลดราคาเหลือประมาณ 3 หมื่นบาท จาก 4-5 หมื่นบาท ก็ถือเป็นปัจจัยหนึ่งให้ตลาดขยายตัว







