posttoday
เทคโนโลยีแก้ปัญหา เลือดเยอะ เลือดเสีย ติดเชื้อ ทิ้ง!!

เทคโนโลยีแก้ปัญหา เลือดเยอะ เลือดเสีย ติดเชื้อ ทิ้ง!!

02 กรกฎาคม 2560

เรื่อง | ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญการบริจาคเลือดถือว่าเป็นการทำบุญเรื่องแรกๆ ที่คนไทยนิยมทำมากที่สุด ไม่แพ้การบริจาคด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น บริจาคเงิน ทำความสะอาดสถานที่ หรือเลี้ยงอาหารผู้ยากไร้ แต่ทราบหรือไม่ว่าการให้ที่มากเกินไป ไม่ว่าจะช่วยเหลือแบบใดก็ล้วนแล้วแต่ถูกทิ้งทั้งสิ้น

เรื่อง | ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

การบริจาคเลือดถือว่าเป็นการทำบุญเรื่องแรกๆ ที่คนไทยนิยมทำมากที่สุด ไม่แพ้การบริจาคด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น บริจาคเงิน ทำความสะอาดสถานที่ หรือเลี้ยงอาหารผู้ยากไร้ แต่ทราบหรือไม่ว่าการให้ที่มากเกินไป ไม่ว่าจะช่วยเหลือแบบใดก็ล้วนแล้วแต่ถูกทิ้งทั้งสิ้น

ดำรง สังวาลรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วันทูโกลด์ อินเตอร์กรุ๊ป ผู้พัฒนาระบบการจัดการการบริจาคเลือด กล่าวว่า ปัจจุบันการบริจาคเลือดจะมีต้นทุนอยู่ที่ 1,400 บาท ผู้บริจาคจะไม่ได้เสียเงินส่วนนี้ แต่ก็จะไม่ทราบว่าร่างกายของเรามีปัญหาด้านเลือดหรือสุขภาพเป็นปกติดีเช่นกัน เพราะทางโรงพยาบาลจะมีต้นทุน ทั้งค่าตรวจและค่าไปรษณีย์ในการจัดส่ง ทำให้ผู้ที่ไม่ได้รับจดหมายเข้าใจไปเองว่าสุขภาพแข็งแรง

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ของปี 2558-2559 ระบุว่า ประเทศ ไทยเจอปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศนามิเบีย ซึ่งเป็นอุบัติเหตุที่ต้องเสียเลือดทั้งสิ้นและเมื่อมองการส่งต่อข้อมูลการขอรับบริจาคบนโซเชียลมีเดีย พบว่าหากโรงพยาบาลประกาศความต้องการเองจะได้รับความเชื่อถือมากกว่า

"ก่อนหน้านี้เคยมีกรณีหลวงพ่อจรัญขาดเลือด ที่คนใจบุญเดินทางไปบริจาคเยอะมากจนเกินความต้องการ ซึ่งความสามารถในการรับบริจาคจะทำได้เพียง 200-300 ถุง/วัน ส่วนที่เกินอาจจะต้องทิ้ง เพราะไม่มีที่เก็บและระยะเวลาของเลือดจะเก็บไว้ใช้งานได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น ซึ่งผู้บริจาคจะไม่ทราบปัญหานี้"

ทั้งนี้ ธนาคารเลือดของแต่ละ โรงพยาบาลจะไม่มีการแชร์ข้อมูลกัน เพราะถือว่าเป็นข้อมูลภายในทำให้เสียโอกาส หากโรงพยาบาลในพื้นที่ห่างไกลใดกำลังขาดแคลนเลือด

"แม้จะเป็นโรงพยาบาลในหน่วยงานเดียวกันหรือเครือเดียวกัน ก็ไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดเพราะถือว่าเป็นความลับ ทำให้เสียโอกาสในการใช้งานเลือดที่เหมาะสม หากมีการหมุนเวียนเลือดในแต่ละแห่งให้เหมาะสม ผู้ป่วยจะได้รับเลือดที่มีคุณภาพต่อช่วงอายุ และการรักษา"

แม้จะเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน อยู่ในกลุ่มประชากรเดียวกัน หรือท้องที่เดียวกัน ก็ใช่ว่าจะใช้เลือดที่ได้รับบริจาคมาได้ทั้งหมด เพราะแต่ละภูมิภาคจะมีความต่างของเลือด

ยกตัวอย่าง ภาคเหนือจะมีกรุ๊ป A ภาคกลางจะเป็นกรุ๊ป B ซึ่งเลือดที่ได้มาเหมือนกัน หากตรวจพบว่ามีการติดเชื้อ 4 โรคร้าย (ตามตาราง) เลือดถุงนั้นจะถูกทิ้งทันที และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการตรวจก็ต้องทำลายแบบปิดทั้งหมด เพื่อป้องกันผู้ตรวจจะติดเชื้อด้วย ทำให้ปริมาณเลือดที่ใช้งานได้จริงไม่ได้มีจำนวนมากพอ

นอกจากนี้ กลุ่มที่ออกไปรับบริจาคเลือดนอกสถานที่ หากไม่สามารถตรวจเช็กคุณภาพเลือดก่อนได้ หรือการเก็บถุงเลือดในอุณหภูมิที่ไม่ดีพอ เลือดถุงนั้นจะเสียทันที ทำให้เสียต้นทุนหลักแสนต่อการออกไปรับบริจาคต่อครั้ง ทั้งบุคลากร อุปกรณ์การดำเนินงาน และสถานที่จัดเก็บชั่วคราว เป็นต้น

ดำรง กล่าวเพิ่มเติมว่า การนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้เพื่อช่วยเหลือด้านการแพทย์และการศึกษานั้นยังมีน้อย แต่เมื่อมีการพัฒนาออกมาก็ไม่ได้รับความสนใจจากภาครัฐหรือเอกชนเท่า ที่ควรเพราะมองว่าการวิจัยและพัฒนานั้นมีต้นทุนสูงและไม่สามารถสร้างรายได้ในระยะยาวได้

"แม้ว่าประเทศไทยพยายามประชา สัมพันธ์เรื่องนวัตกรรมแต่กลับไม่ได้ให้ การสนับสนุนนักวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจัง เวทีประกวดส่วนใหญ่ให้ความ สนใจสตาร์ทอัพที่สร้างรายได้มากกว่าสตาร์ทอัพที่ช่วยเหลือสังคม"

ขณะที่บริษัทได้รับการรับรองความสามารถทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ล่าสุดเพิ่งได้รับรางวัล SME Thailand Inno Awards 2016 ของบริษัท เพนนินซูลาร์ แอสโซซิเอทส์ ร่วมกับธนาคารกสิกรไทย ในสาขาโดดเด่นด้านพัฒนาผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์

"เพื่อเดินหน้าการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง จึงพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่ชื่อว่า Donora ออกมาเพื่อเป็นศูนย์กลางในการให้ข้อมูลแก่คนที่ต้องการทำบุญทุกประเภท และค้นหาสถานที่บริจาคที่กำลังขาดแคลน"

การนำซอฟต์แวร์ด้าน CRM (Cus tomer Relationship Management) เข้ามาจัดการข้อมูลผู้บริจาคเลือดที่มีอยู่ให้สัมพันธ์กับผู้บริจาค จะช่วยให้ธนาคารเลือดที่มีอยู่ 28 แห่งทั่วประเทศ สามารถบริหารจัดการระบบข้อมูลได้อย่างแม่นยำ

นอกจากนี้ ยังมีการใช้เทคโนโลยีบาร์โค้ดที่มีอยู่เดิมมาทำงานร่วมกับ RFID และไอโอทีเพื่อตรวจเช็กตั้งแต่อุปกรณ์การจัดเก็บเลือดไปจนถึงข้อมูล ผู้บริจาคเพื่อให้สอดคล้องกัน ซึ่งสามารถเรียกดูข้อมูลได้ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์

ระบบการจัดเก็บข้อมูลเลือดร่วมกันระหว่างโรงพยาบาลหรือหน่วยธนาคารเลือดนั้น มีเพียงประเทศแคนาดาเพียงแห่งเดียวที่สามารถจับคู่ข้อมูลได้ ส่วนประเทศอื่นๆ ยังไม่มี ซึ่งขณะนี้บริษัทกำลังเข้าไปทำระบบจัดการเลือดให้แก่โรงพยาบาลในประเทศลาว ซึ่งหากไทยต้องการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ก็ควรมีการจัดเก็บข้อมูลเลือดได้แล้ว

ปัจจุบันมีชาวต่างชาติจำนวนมากเดินทางมาใช้บริการทางการแพทย์ที่ไทย ซึ่งประชากรในแต่ละประเทศจะมีลักษณะของเม็ดเลือดที่ต่างกัน หากไม่มีระบบบริหารจัดการข้อมูลเลือดที่ดีพอ ความเชื่อมั่นในการเดินทางเข้ามารักษาอาจจะมีปัญหาได้ หากเกิดเหตุไม่คาดฝันกับผู้ป่วยจะหาเลือดจากที่ใด

ทั้งนี้ การบริหารจัดการคลังเลือดอย่างน้อยควรมี 20% ที่สามารถนำไปใช้งานเมื่อใดก็ได้ และหมุนเวียนเพื่อให้เลือดมีความสดใหม่อยู่ตลอดเวลา หรือเลือดที่ใกล้หมดอายุก็ควรส่งต่อให้ โรงพยาบาลหรือสถานศึกษานำไปใช้วิจัยต่อได้

ในต่างประเทศมีคนนำเลือดเก่าไปสกัดเป็นอาหาร เพื่อช่วยผู้ป่วยที่เลือดไหลไม่หยุด หรือให้เลือดทางปาก ในกลุ่มผู้สูงวัยที่มีเส้นเลือดเปราะ ผู้ป่วยที่ต้องให้ยาละลายลิ่มเลือด หรือผู้ที่ปริมาณวิตามินเคในร่างกายไม่ทำงาน โดยนำไปอบแห้งและทดลองในสัตว์ก่อนก็ได้

อย่างไรก็ตาม การขายเลือดระหว่างโรงพยาบาล จะถูกนำไปใช้หักลบกับค่ารักษาพยาบาล ซึ่งการแลกเปลี่ยนเลือดนั้น แทนที่จะขายนวัตกรรมกลายเป็นการแข่งขันด้านราคา ทำให้การช่วยเหลือ ผู้ป่วยฉุกเฉินต้องมีค่ารักษาราคาแพง

"ผู้บริจาคเลือดเฉพาะโรงพยาบาลสระบุรี มีการบริจาคเลือดเพียง 9 หมื่นคนจากประชากรทั้งจังหวัดอยู่ที่ 4 แสนคน ซึ่งการเก็บข้อมูลและใช้งานแอพพลิเคชั่นนั้น ยังคงทำได้เฉพาะใน โรงพยาบาลสระบุรี ที่กำลังจะพัฒนาเป็นสมาร์ทซิตี้และเตรียมขยายไปยัง จ.ปราจีนบุรีและนครนายก ซึ่งอยู่ในพื้นที่ใกล้กันและแลกข้อมูลกันได้"

ขณะเดียวกันบริษัทยังพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่ชื่อว่า Think Box ซึ่งเป็นสมาร์ทฟาร์ม ผู้ที่ติดตั้งอุปกรณ์เซ็นเซอร์จะสามารถวัดอุณหภูมิภายในพื้นที่เพาะปลูกเห็ดได้ว่ามีความชื้นเพียงพอต่อการเติบโตหรือไม่ หรือควรเพิ่มน้ำ เพิ่มแดด โดยใช้ไอโอทีเข้ามาเป็นตัวช่วยในการเตือนระบบ โดยใช้ฐานข้อมูลเดียวกับการเก็บข้อมูลระบบเลือด

"เกษตรกรบ้านเราจะมีปัญหาคือไม่มีข้อมูล ทำให้ไม่มีฐานข้อมูลอ้างอิงว่าควรจะปลูกพืชอะไรเพื่อให้เหมาะกับสภาพอากาศในขณะนั้น"

การเก็บข้อมูลจะใช้วิธีการติดตั้งอุปกรณ์เซ็นเซอร์ในแปลงเพาะปลูกที่มีรัศมีการเก็บข้อมูล 3 เมตร โดยข้อมูลที่ได้จะเชื่อมโยงกับแอพพลิเคชั่นที่ดาวน์โหลดไปใช้งานได้ฟรี และแอพพลิเคชั่นนี้ยังนำไปเก็บข้อมูลสำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ทะเบียนวัดผลการศึกษาและฐานข้อมูลสำหรับดูแลเด็กนักเรียนได้ด้วย

การเดินหน้าผลักดันเทคโนโลยีที่พยายามจะสนับสนุนให้ประเทศไทยเดินหน้า 4.0 นั้น การนำข้อมูลมาใช้ในการบริหารจัดการไม่ว่าจะเป็นเชิงเกษตรกรรม การศึกษาและการแพทย์ ถือว่าเป็นเรื่องแรกๆ ที่ภาครัฐควรให้ความสนใจ เพราะเป็นหลักสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไปได้ n

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน