
หุ้นไทยปีนี้โตน้อยสุด
ASP มองหุ้นไทยปีนี้อาจต่ำสุดในเอเชีย เงินต่างชาติเคลื่อนไหวน้อย ให้น้ำหนักมากกว่าตลาดในหุ้นรับเหมาและธนาคารพาณิชย์
ASP มองหุ้นไทยปีนี้อาจต่ำสุดในเอเชีย เงินต่างชาติเคลื่อนไหวน้อย ให้น้ำหนักมากกว่าตลาดในหุ้นรับเหมาและธนาคารพาณิชย์
นางภรณี ทองเย็น รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส (ASP) เปิดเผยในงานสัมมนา "เลือกหุ้น Domestic Play มีเฮครึ่งปีหลัง" ว่า ปีนี้หุ้นไทยมีโอกาส ที่จะเคลื่อนไหวต่ำสุดในภูมิภาคเอเชีย หลังครึ่งปีแรกหุ้นไทยโตเพียง 2% ใกล้เคียงกับประเทศจีนที่โต 2.9% โดยประเทศที่หุ้นเติบโตแรงคือ อินเดียและอินโดนีเซีย ที่มีการกระตุ้นการลงทุนภาครัฐเช่นกัน แต่หุ้นไทยมีการเติบโตมากแล้วในปีก่อน 20%
นอกจากนั้น อัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS Growth) ของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ปีนี้จะเติบโตเพียง 7% โตจากฐานที่สูงของปีก่อนที่เติบโต 30% หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศที่พัฒนาแล้วปีนี้ อัตรากำไรสุทธิต่อหุ้นมากกว่า 10%
สำหรับตลาดหุ้นไทยไตรมาส 3 มองดัชนีจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,550-1,595 จุด ปัจจัยมีผลต่อการเคลื่อนไหวของเม็ดเงินต่างชาติจะมาจากทางด้านยุโรปและอังกฤษมากกว่าที่ช่องระหว่างเงินเฟ้อกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายห่างกันอยู่มาก ทำให้ยุโรปและอังกฤษน่าจะมีการใช้นโยบายการเงินตึงตัวตามสหรัฐมากขึ้น และมองว่าสหรัฐจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ทำให้ค่าเงินปอนด์และยูโรอ่อนค่าจะแข็งค่า ขณะที่สหรัฐจะอ่อนค่า
"ครึ่งปีหลังหุ้นไทยเคลื่อนไหวไม่ต่างจากครึ่งปีแรก เม็ดเงินต่างชาติไม่มีผล กระทบตลาดหุ้นไทยแล้ว เพราะขายสุทธิออกไปมากตั้งแต่ปี 2557 และยังไม่ไหลกลับมาเท่าเดิม ระดับราคาหุ้นปัจจุบัน ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสให้ผลตอบแทนได้อีก 2-3% คงเป้าหมายดัชนีที่ให้ 1,620 จุด โดยเน้นกลยุทธ์เลือกเป็นรายตัวเป็นหลัก" นางภรณี กล่าว
นางภรณี กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยมีปัจจัยพื้นฐานในประเทศที่ดี โดยเฉพาะการส่งออกที่ดีต่อเนื่อง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เริ่มมีเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดจากการก่อสร้างรถไฟฟ้า 3 เส้นทาง ได้แก่ สายสีส้ม สีชมพู และสีเหลือง มูลค่ารวม 2.2 แสนล้านบาท จะมีการประมูลรถไฟทางคู่อีก 5 เส้นทางขายซองแล้ว 8 หมื่นล้านบาท และจะมีการเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติรถไฟฟ้าอีก 6 เส้นทาง 3.3 แสนล้านบาท รวมทั้งโครงการเร่งด่วนของกระทรวงคมนาคมที่ค้างท่อของปีก่อนและตามแผนของปีนี้อีก 1.8 ล้านล้านบาท ทางฝ่ายวิจัยจึงให้น้ำหนักลงทุน หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและธนาคารพาณิชย์มากกว่าตลาด แนะนำบริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (UNIQ) เพราะมีอัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) เพียง 18 เท่า น้อยกว่าบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมและยังมีกำไรสุทธิมีโอกาสเติบโตได้อีกปีละ 20% ในช่วง 3 ปีนี้ ขณะที่อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 7% ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ที่มีเพียง 2-3% บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) ราคาลงมามากทั้งจากข่าวผลประกอบการการเกิดอุบัติเหตุก่อสร้าง และผู้บริหารขายหุ้นออกมาแต่ก็มองว่ามีส่วนแบ่งมากสุดในอุตสาหกรรมและราคาก็ปรับลงมามากแล้ว มีโอกาสที่จะมีส่วนต่างราคามากขึ้น และบริษัท ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น (SYNTEC) ที่มีรายได้ที่รอรับรู้อีกมากในอนาคต พี/อีก็อยู่ในระดับต่ำ
สำหรับกลุ่มแบงก์ที่ไตรมาส 2 โดยรวมผลประกอบการจะออกมาไม่ดี ทั้งเรื่องของหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) แต่จะดีขึ้นในครึ่งปีหลัง ทั้งปีมองว่าสินเชื่อกลุ่มแบงก์เติบโต 5.7% จากครึ่งปีแรกโตเพียง 1.2% ตอนนี้เริ่มเห็นสัญญาณผู้ประกอบการของวงเงินสินเชื่อมากขึ้น แนะนำธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ธนาคารเกียรตินาคิน (KKP) บริษัท ทุนธนชาต (TCAP) โดยกลุ่มลิสซิ่งที่แนะนำคือ บริษัท ราชธานีลิสซิ่ง (THANI) บริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 (SAWAD) บริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง (MTLS)
ด้านกลุ่มพลังงานและกลุ่มอสังหา ริมทรัพย์ให้น้ำหนักเท่าตลาด ส่วนหุ้นที่ไม่แนะนำคือ กลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าโภคภัณฑ์แบบเบา
ทั้งนี้ หุ้นไทยปิดตลาดวันที่ 5 ก.ค. ที่ 1,575.02 จุดเพิ่มขึ้น 0.91 จุด มูลค่าซื้อขาย 34,001.01 ล้านบาท ขณะที่ปัจจัยลบเข้ามากระทบ โดยเฉพาะงบไตรมาส 2 ที่กำลังจะทยอยออก และแรงกดดันบนคาบสมุทรเกาหลีแนะนำถือเงินสดเพิ่มขึ้น 50% ของพอร์ต







