posttoday
หุ้นไทยปีนี้โตน้อยสุด

หุ้นไทยปีนี้โตน้อยสุด

04 กรกฎาคม 2560

ASP มองหุ้นไทยปีนี้อาจต่ำสุดในเอเชีย เงินต่างชาติเคลื่อนไหวน้อย ให้น้ำหนักมากกว่าตลาดในหุ้นรับเหมาและธนาคารพาณิชย์

ASP มองหุ้นไทยปีนี้อาจต่ำสุดในเอเชีย เงินต่างชาติเคลื่อนไหวน้อย ให้น้ำหนักมากกว่าตลาดในหุ้นรับเหมาและธนาคารพาณิชย์

นางภรณี ทองเย็น รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส (ASP) เปิดเผยในงานสัมมนา "เลือกหุ้น Domestic Play มีเฮครึ่งปีหลัง" ว่า ปีนี้หุ้นไทยมีโอกาส ที่จะเคลื่อนไหวต่ำสุดในภูมิภาคเอเชีย หลังครึ่งปีแรกหุ้นไทยโตเพียง 2% ใกล้เคียงกับประเทศจีนที่โต 2.9% โดยประเทศที่หุ้นเติบโตแรงคือ อินเดียและอินโดนีเซีย ที่มีการกระตุ้นการลงทุนภาครัฐเช่นกัน แต่หุ้นไทยมีการเติบโตมากแล้วในปีก่อน 20%

นอกจากนั้น อัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS Growth) ของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ปีนี้จะเติบโตเพียง 7% โตจากฐานที่สูงของปีก่อนที่เติบโต 30% หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศที่พัฒนาแล้วปีนี้ อัตรากำไรสุทธิต่อหุ้นมากกว่า 10%

สำหรับตลาดหุ้นไทยไตรมาส 3 มองดัชนีจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,550-1,595 จุด ปัจจัยมีผลต่อการเคลื่อนไหวของเม็ดเงินต่างชาติจะมาจากทางด้านยุโรปและอังกฤษมากกว่าที่ช่องระหว่างเงินเฟ้อกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายห่างกันอยู่มาก ทำให้ยุโรปและอังกฤษน่าจะมีการใช้นโยบายการเงินตึงตัวตามสหรัฐมากขึ้น และมองว่าสหรัฐจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ทำให้ค่าเงินปอนด์และยูโรอ่อนค่าจะแข็งค่า ขณะที่สหรัฐจะอ่อนค่า

"ครึ่งปีหลังหุ้นไทยเคลื่อนไหวไม่ต่างจากครึ่งปีแรก เม็ดเงินต่างชาติไม่มีผล กระทบตลาดหุ้นไทยแล้ว เพราะขายสุทธิออกไปมากตั้งแต่ปี 2557 และยังไม่ไหลกลับมาเท่าเดิม ระดับราคาหุ้นปัจจุบัน ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสให้ผลตอบแทนได้อีก 2-3% คงเป้าหมายดัชนีที่ให้ 1,620 จุด โดยเน้นกลยุทธ์เลือกเป็นรายตัวเป็นหลัก" นางภรณี กล่าว

นางภรณี กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยมีปัจจัยพื้นฐานในประเทศที่ดี โดยเฉพาะการส่งออกที่ดีต่อเนื่อง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เริ่มมีเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดจากการก่อสร้างรถไฟฟ้า 3 เส้นทาง ได้แก่ สายสีส้ม สีชมพู และสีเหลือง มูลค่ารวม 2.2 แสนล้านบาท จะมีการประมูลรถไฟทางคู่อีก 5 เส้นทางขายซองแล้ว 8 หมื่นล้านบาท และจะมีการเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติรถไฟฟ้าอีก 6 เส้นทาง 3.3 แสนล้านบาท รวมทั้งโครงการเร่งด่วนของกระทรวงคมนาคมที่ค้างท่อของปีก่อนและตามแผนของปีนี้อีก 1.8 ล้านล้านบาท ทางฝ่ายวิจัยจึงให้น้ำหนักลงทุน หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและธนาคารพาณิชย์มากกว่าตลาด แนะนำบริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (UNIQ) เพราะมีอัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) เพียง 18 เท่า น้อยกว่าบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมและยังมีกำไรสุทธิมีโอกาสเติบโตได้อีกปีละ 20% ในช่วง 3 ปีนี้ ขณะที่อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 7% ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ที่มีเพียง 2-3% บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) ราคาลงมามากทั้งจากข่าวผลประกอบการการเกิดอุบัติเหตุก่อสร้าง และผู้บริหารขายหุ้นออกมาแต่ก็มองว่ามีส่วนแบ่งมากสุดในอุตสาหกรรมและราคาก็ปรับลงมามากแล้ว มีโอกาสที่จะมีส่วนต่างราคามากขึ้น และบริษัท ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น (SYNTEC) ที่มีรายได้ที่รอรับรู้อีกมากในอนาคต พี/อีก็อยู่ในระดับต่ำ

สำหรับกลุ่มแบงก์ที่ไตรมาส 2 โดยรวมผลประกอบการจะออกมาไม่ดี ทั้งเรื่องของหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) แต่จะดีขึ้นในครึ่งปีหลัง ทั้งปีมองว่าสินเชื่อกลุ่มแบงก์เติบโต 5.7% จากครึ่งปีแรกโตเพียง 1.2% ตอนนี้เริ่มเห็นสัญญาณผู้ประกอบการของวงเงินสินเชื่อมากขึ้น แนะนำธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ธนาคารเกียรตินาคิน (KKP) บริษัท ทุนธนชาต (TCAP) โดยกลุ่มลิสซิ่งที่แนะนำคือ บริษัท ราชธานีลิสซิ่ง (THANI) บริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 (SAWAD) บริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง (MTLS)

ด้านกลุ่มพลังงานและกลุ่มอสังหา ริมทรัพย์ให้น้ำหนักเท่าตลาด ส่วนหุ้นที่ไม่แนะนำคือ กลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าโภคภัณฑ์แบบเบา

ทั้งนี้ หุ้นไทยปิดตลาดวันที่ 5 ก.ค. ที่ 1,575.02 จุดเพิ่มขึ้น 0.91 จุด มูลค่าซื้อขาย 34,001.01 ล้านบาท ขณะที่ปัจจัยลบเข้ามากระทบ โดยเฉพาะงบไตรมาส 2 ที่กำลังจะทยอยออก และแรงกดดันบนคาบสมุทรเกาหลีแนะนำถือเงินสดเพิ่มขึ้น 50% ของพอร์ต

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี