
เอเชีย-ยุโรปผนึกกำลัง เบียดมะกันตกขอบ
นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์ ขณะที่ทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายหลายประการ ทั้งในด้านการต่อต้านโลกาภิวัตน์ นโยบายปกป้องการค้า และความเป็นชาตินิยมสุดขั้ว การประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ชาติ (จี20) ที่จะเปิดฉากวันที่ 7-8 ก.ค. คาดว่าจะกลายเป็นเวทีแสดงพลังของบรรดาประเทศเอเชียและประเทศยุโรป ท่ามกลางบทบาทของสหรัฐบนเวทีโลกที่กำลังลดลงไปจากเดิม
นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
ขณะที่ทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายหลายประการ ทั้งในด้านการต่อต้านโลกาภิวัตน์ นโยบายปกป้องการค้า และความเป็นชาตินิยมสุดขั้ว การประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ชาติ (จี20) ที่จะเปิดฉากวันที่ 7-8 ก.ค. คาดว่าจะกลายเป็นเวทีแสดงพลังของบรรดาประเทศเอเชียและประเทศยุโรป ท่ามกลางบทบาทของสหรัฐบนเวทีโลกที่กำลังลดลงไปจากเดิม
นับตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ สหรัฐมุ่งหน้าสู่นโยบาย "อเมริกามาก่อน" ที่เน้น ผลประโยชน์ของสหรัฐเป็นหลัก และ หันหลังให้กับการร่วมมือกับนานาชาติมากยิ่งขึ้น เห็นได้จากความเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ของทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศถอนตัวจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ไปเมื่อช่วงต้นปีนี้ และล่าสุดจากการนำสหรัฐออกจากข้อตกลงสภาพอากาศปารีส เมื่อต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา สถานการณ์ดังกล่าวจึงส่งผลให้ประเทศเอเชียและยุโรปต้องจับมือเป็นพันธมิตรกันมากยิ่งขึ้น เพื่อผลักดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจและความร่วมมือในด้านต่างๆ โดยที่ไม่มีสหรัฐเป็นหัวเรือใหญ่อีกต่อไป
การประชุม จี20 ครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการประชุมสุดยอดเมื่อครั้งที่ผ่านๆ มา แต่เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เกี่ยวกับประเด็นต่างๆ เพื่อกดดันสหรัฐไปพร้อมกัน ซึ่งหนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้นเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ โดย "เยอรมนี" ที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมปีนี้หมายมั่นปั้นมือดันให้กลายเป็นประเด็นพูดคุยหลัก
อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล เปิดเผยว่า การเจรจาดังกล่าวไม่น่าจะเป็นไปอย่างราบรื่น และคาดว่าจะเผชิญกับความไม่ลงรอยจากทางสหรัฐ ซึ่งทำให้รูปแบบการเจรจาบังคับใช้ข้อตกลงดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป เยอรมนีจึงต้องหาพันธมิตรที่แข็งแกร่งมาช่วยสนับสนุน "จีน" ที่มีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและเป็นผู้ปล่อยมลภาวะมากที่สุดใกล้เคียงกับสหรัฐ จึงเป็นถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด โดยก่อนหน้าการจัดงาน จี20 นายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง ของจีน เดินทางไปเยือนเยอรมนีถึง 3 ครั้งเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งล่าสุดคณะทำงานด้านข้อตกลงสภาพอากาศของจีนและเยอรมนีประชุมร่วมกันที่กรุงเบอร์ลินเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
สำหรับจีนเองความร่วมมือกับเยอรมนีที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นจะเป็นผลดีทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยประธานาธิบดี สีจิ้นผิง เปิดเผยกับหนังสือพิมพ์ ดีเวลท์ ของเยอรมนี ว่า ทั้งจีนและเยอรมนีควรเพิ่มความร่วมมือในการเดินหน้าโครงการเส้นทางสายไหมแห่งใหม่ "1 แถบ 1 เส้นทาง" (One Belt, One Road) เพื่อร่วมกันสร้างความมั่นคง เสถียรภาพ และความรุ่งโรจน์ให้ทั่วโลก
"สานสัมพันธ์แนบแน่นของจีนและเยอรมนีเกิดขึ้นมาเพราะทรัมป์ก้าวขึ้นสู่อำนาจ โดยนายกรัฐมนตรี แมร์เกิลและประธานาธิบดีสี กลายเป็นสองผู้นำโลกที่มีความสำคัญมากที่สุดในขณะนี้" ดิเอโก รามิโร กูเอลาร์ ทูตอาร์เจนตินาประจำประเทศจีน กล่าวกับบลูมเบิร์ก
นอกจากการหันไปจับมือกับจีนแล้ว ความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรป (อียู) และชาติเอเชียยังปรากฏชัดขึ้น จากการที่อียูใกล้จะบรรลุข้อตกลงการค้าเสรีกับญี่ปุ่น ประเทศเศรษฐกิจสำคัญอีกแห่งในเอเชีย โดยทั้งอียูและญี่ปุ่นคาดว่าจะลงนามข้อตกลงดังกล่าวในวันพฤหัสบดีนี้ ก่อนการประชุม จี20 เพียง 1 วัน ซึ่งความเคลื่อนไหว ดังกล่าวไม่เพียงแต่จะเป็นไปเพื่อ ผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย แต่ยังย้ำให้สหรัฐเห็นถึงความแข็งแกร่งของการค้าเสรีท่ามกลางกระแสการปกป้องการค้าที่มีต้นตอจากนโยบายของทรัมป์
ข้อตกลงการค้าเสรีดังกล่าว จะช่วยเพิ่มการค้าขายระหว่างสองฝ่ายขึ้นอย่างมากในอนาคต โดยในปัจจุบันขนาดเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและอียูคิดเป็นสัดส่วนราว 28% ของเศรษฐกิจโลก โดยมูลค่าการค้าอยู่ที่ประมาณ 1.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.76 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2016
แม้ทั้งสองฝ่ายยังต้องเจรจารายละเอียดบางประการเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าวอีก แต่ข้อตกลงของอียูและญี่ปุ่นซึ่งเจรจากันมานับตั้งแต่ปี 2011 คาดว่าจะขจัดอัตราภาษีศุลกากรเกือบทั้งหมดที่เรียกเก็บจากสินค้านำเข้าของอียู คิดเป็น 1,100 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.7 หมื่นล้านบาท) ต่อปี
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นเตรียมจะลดอุปสรรคการนำเข้ารถยนต์จากยุโรปเข้ามาขายในประเทศ หมายความว่าบรรดาผู้ผลิตรถยนต์หรูจากยุโรป เช่น บีเอ็มดับเบิลยู และเมอร์เซเดส-เบนซ์ มีแนวโน้มเข้าถึงตลาดญี่ปุ่นได้มากขึ้น หลังไม่สามารถบุกตลาดญี่ปุ่นได้เต็มที่ เนื่องจากต้องเสียภาษีนำเข้าใน อัตราสูง
ขณะเดียวกันอียูจะพยายาม ผลักดันการเข้าถึงภาคเกษตรกรรมของญี่ปุ่น และขอให้ญี่ปุ่นลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรหลายรายการ เช่น ชีส พาสต้า เนื้อหมู และไวน์ โดยการ บรรลุข้อตกลงการค้าเสรีดังกล่าว จึงทำให้ เซซิเลีย มัลม์สตรอม กรรมาธิการด้านการค้าของอียู เปิดเผยว่า การส่งออกของอียูมายังญี่ปุ่นคาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาราว 1 ใน 3
ด้านอียูเองมีแนวโน้มจะยกเลิกการเก็บภาษีรถยนต์นำเข้าจากญี่ปุ่น 10% และอาจลดหรือเลิกเก็บภาษี นำเข้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในอัตราสูงมากจากญี่ปุ่น รวมถึงมีแนวโน้ม ผ่อนกฎที่ขัดขวางภาคธุรกิจญี่ปุ่นในการขยายกิจการในยุโรป
สำหรับญี่ปุ่นแล้วการสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าเสรีกับอียูถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ หลังการเดินหน้าข้อตกลงทีพีพีต้องหยุดชะงักลงเพราะสหรัฐถอนตัวออกไป โดยแต่เดิมนั้น อาเบะหวังให้ข้อตกลงทีพีพีที่มีสหรัฐเป็นแกนนำก่อนหน้านี้ ช่วยกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่กำลังอยู่ในภาวะซบเซา
ทั้งนี้ การลงนามข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างอียูและญี่ปุ่นไม่เพียงจะเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสอง ฝ่าย แต่ยังย้ำให้สหรัฐเห็นถึงความแข็งแกร่งของการค้าเสรี ท่ามกลางกระแสการปกป้องการค้าที่มีต้นตอจากนโยบายของทรัมป์ โดยแสดงให้เห็นว่าหากร่วมมือกัน บรรดาชาติอื่นๆ ก็สามารถร่วมกดดันสหรัฐได้เช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ความเคลื่อนไหวของประเทศยุโรปและเอเชียก่อนเปิดฉากประชุม จี20 จึงถือเป็นสัญญาณสำคัญที่ทำให้สหรัฐต้องเตรียมตั้งรับแรงกดดันมากขึ้น และถูกสั่นคลอน สถานะประเทศมหาอำนาจไป เมื่อเริ่มคิดถอยห่างจากการเข้าไปมีบทบาทบนเวทีโลก n







