
เปิด 3 กลุ่มอุตสาหกรรมน่าลงทุนครึ่งปีหลัง
บลจ.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ เปิด 3 ธุรกิจน่าลงทุนครึ่งปีหลังรับการเติบโตเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก
บลจ.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ เปิด 3 ธุรกิจน่าลงทุนครึ่งปีหลังรับการเติบโตเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก
นายเกรียงไกร ธรรมนุทัศน์ ผู้จัดการกองทุนส่วนบุคคล บลจ.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ กล่าวว่า บริษัทประเมินดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อยู่ที่ 1,650 จุด เพิ่มขึ้น 7% และคาดว่าจะมีอัตราเงินปันผล 3% รวมแล้วปีนี้ตลาดหลักทรัพย์จะให้ผลตอบแทนประมาณ 10%
สำหรับ ปัจจัยที่สนับสนุนการลงทุนในครึ่งปีหลังมีสัญญาณที่ชัดเจนหลายอย่าง ประกอบด้วย หนี้ครัวเรือนที่เป็นจุดอ่อนของประเทศไทยลดลงเหลือ 79% จากเดิมอยู่สูงกว่า 80% การบริโภครถยนต์เริ่มดีขึ้น คอนโดมิเนี่ยมที่จับกลุ่มลูกค้าได้ตรงมียอดจองเต็ม โครงการภาครัฐได้รับการปลดล็อคเรื่องกฎหมาย กฎระเบียบสินทรัพย์อ้างอิงเรียบร้อยแล้ว จากนี้ไปจะเกิดการเบิกจ่ายมากขึ้นจะเกิดการประมูล และการก่อสร้าง
ทั้งนี้ บริษัทมองว่ามี 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่สามารถเกาะความมั่งคั่งการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ หนึ่ง คือ กลุ่มเศรษฐีตะวันออก ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก ที่เงินลงทุนภาครัฐถูกนำมาใช้แล้ว 4,000-5,000 ล้านบาท และการลงทุนภาคเอกชนจะตามมาในปี 2561 โดยรัฐบาลจะใช้เวลาในการอนุมัติการลงทุน 8-10 เดือน เมื่อเทียบกับโครงการส่งเสริมการลงทุนทั่วไปจะใช้เวลาอนุมัติ 40 เดือน และจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก 8 ปี เป็น 15 ปี ทำให้ความสามารถในการทำกำไรสูง
สอง กลุ่มธุรกิจน้ำ จะไปได้ดี เพราะเป็นธุรกิจที่ทำรายได้หลายระยะ ตั้งแต่การสูบน้ำขึ้นมา ส่งน้ำเข้าไปในอุตสาหกรรม คิดราคาลูกบาศน์เมตรละ ละ 10 บาท นิคมอุตสาหกรรมนำไปขายต่อที่ 26 บาทต่อลูกบาศน์เมตร มีค่าบำบัดน้ำ 8 บาทต่อลูกบาศน์เมตร ซึ่งปัจจุบันยังไม่ค่อยมีคนเข้าไปลงทุนในธุรกิจน้ำมากนัก
“ความต้องการใช้น้ำในภาคตะวันออกเป็นสิ่งที่ต้องการชัดเจน ใน 5 ปีแรก จาก 60 ลูกบาตรเมตร จะเป็น 90 ลูกบาศน์เมตร เพราะฉะนั้นกลุ่มพวกนี้จะโตได้เรื่อยๆ”นายเกรียงไกร กล่าว
นายเกรียงไกร กล่าวว่า สาม กลุ่มธุรกิจใหม่ที่มีโอกาสเติบโตตามเศรษฐกิจ ซึ่งบริษัทมองไปที่กลุ่มแบตเตอรรี่ ซึ่งปีที่แล้วบริษัทได้พานักลงทุนลงทุนบริษัทแบตเตอร์รี่แห่งหนึ่ง ตั้งแต่จดทะเบียนในตลาดเอ็มเอไอ และเมื่อเดือนที่ผ่านมาได้ย้ายเข้า SET 50 ไปแล้ว ซึ่งเป็นธุรกิจที่กำลังเติบโต เพราะธุรกิจแบตเตอรี่สามารถทำแบตเตอรี่สำหรับโรงไฟฟ้าได้แล้ว และมีโอกาสที่จะไปพัฒนาแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ได้ด้วย
สำหรับ ปัจจัยทางการเมือง มองว่า ไม่ว่าในอนาคตรัฐบาลจะมาจากกลุ่มใดก็ตาม จะไม่สามารถขวางโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ได้ เพราะโครงการต่างๆ ผ่านการอนุมัติแล้ว อาทิ เขตรัชดา ลาดพร้าว จะมีรถไฟฟ้า 3 สายล้อมรอบ มีสายเซ็นทรัลลาดพร้าว สายที่กำลังจะเริ่มในเดือนกรกฎาคมนี้ คือ สายลาดพร้าวไปจนถึงบางกะปิ อีกสายหนึ่งจะเริ่มเดือนกันยายนที่จะประมูลนี้ คือ สายรัชดาศูนย์วัฒนธรรมที่ไปเลี้ยวออกสุขาภิบาล นั่นแปลว่าโครงการมาแล้ว สิ่งที่จะตามมาคือการประมูล และการเบิกจ่ายเงินลงทุนจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า เพราะรัฐบาลชุดปัจจุบันมีเป้าหมายเดียวคือ ไม่ให้เศรษฐกิจไทยอยู่ที่ 3% บนเทคโนโลยีเก่าๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของประเทศไทยที่จะก้าวไปอีกหนึ่งสเต็ป
“ประเทศไทย จะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เติบโตต่อเนื่องไปได้อีก 4-5 ปี และผู้ประกอบการรายใหญ่ก็คงเห็นเหมือนกัน เพราะมีการเปิดโครงการลงทุนหลักแสนล้านบาท เช่น โซนสวนลุมพินี มีโครงการสำคัญๆ เกิดขึ้น”นายเกรียงไกร กล่าว







