
การพัฒนาสมุนไพรไทย โจทย์ใหญ่รออยู่ข้างหน้า (จบ)
นพ.สุริยะ วงศ์คงคาเทพอดีตอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกต่อจากฉบับวันที่ 4 ก.ค. ผู้เขียนได้กล่าวถึงความสำคัญของสมุนไพรไทยต่อข้อได้เปรียบเชิงเศรษฐกิจหลายประการ อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาคืองานวิจัยของเรายังขาดเป้าหมายและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนดังที่กล่าวมาแล้ว จึงไม่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรและนำพาไปสู่การใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาที่มีอยู่ได้เท่าที่ควร
นพ.สุริยะ วงศ์คงคาเทพอดีตอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
ต่อจากฉบับวันที่ 4 ก.ค. ผู้เขียนได้กล่าวถึงความสำคัญของสมุนไพรไทยต่อข้อได้เปรียบเชิงเศรษฐกิจหลายประการ อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาคืองานวิจัยของเรายังขาดเป้าหมายและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนดังที่กล่าวมาแล้ว จึงไม่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรและนำพาไปสู่การใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาที่มีอยู่ได้เท่าที่ควร
กลับมากล่าวถึงการขับเคลื่อนแผนแม่บทการพัฒนาสมุนไพรไทยของรัฐบาล และการระดมสรรพกำลังจากทุกภาคส่วนมาร่วมกันผลักดันให้เกิดผลในระยะเริ่มแรกนั้น ผู้เขียนมีข้อเสนอบางประการ ดังนี้
ประการแรก คณะกรรมการนโยบายสมุนไพรจะต้องเร่งรัดยุทธศาสตร์ที่ถูกกำหนดไว้แล้วในแผนแม่บท 4 ยุทธศาสตร์หลัก ให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด ได้แก่ ยุทธศาสตร์ส่งเสริมผลิตผลของสมุนไพรที่มีศักยภาพตามความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมและการตลาดสมุนไพรให้มีคุณภาพระดับสากล ยุทธศาสตร์ ส่งเสริมการใช้สมุนไพรเพื่อการ รักษาโรคและการสร้างเสริมสุขภาพ และยุทธศาสตร์สร้างความเข้มแข้งของการบริหารและนโยบายภาครัฐ เพื่อการขับเคลื่อนสมุนไพรไทย อย่างยั่งยืน
เนื่องจากถูกละเลยมานานพบว่า ในแต่ละยุทธศาสตร์นั้นจะประกอบด้วย กลไก เครื่องมือ ห้องปฏิบัติการมาตรฐาน งานวิจัย การส่งเสริมภาคอุตสาหกรรม นวัตกรรมและเทคโนโลยี การตลาด และผลิตภัณฑ์ที่เน้นคุณค่า ซึ่งล้วนแต่ไม่ทันยุคสมัยขาดการกำหนดมาตรฐานทั้งผลผลิตและกระบวนการ จึงมีความจำเป็นต่อการลงทุนใน ขั้นตอนการพัฒนาทั้งในระดับพื้นฐานและคุณภาพขั้นสูงทั้งสิ้น และที่สำคัญต้อง "บูรณาการ" การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทุกด้านให้ไปด้วยกันให้ได้ นับเป็นภาระที่หนักและท้าทายของ ทุกภาคส่วน
ประการที่สอง งานวิจัยเป็นปัจจัยชี้ขาดต่อความสำเร็จในการสร้างนวัตกรรมและความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างความได้เปรียบและเพิ่มศักยภาพในเชิงการแข่งขันของประเทศ งานวิจัยจะต้องถูกออกแบบอย่างมีเป้าหมายและลำดับความสำคัญตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ให้เชื่อมโยงกันจึงเกิดผลิตภาพที่แท้จริง ที่สำคัญต้องมีเจ้าภาพตัวจริงที่สามารถมองทิศทางภาพใหญ่ และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของงานวิจัยให้สอดคล้องกับแผนแม่บทแห่งชาติให้ได้
ประการที่สาม การมีระบบข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ที่ประกอบด้วยฐานข้อมูลจากหลายส่วนและสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะการ ขับเคลื่อนแผนแม่บทยังเป็นเรื่องที่ ห่างไกลแต่จำเป็นต้องเร่งพัฒนาโดยเร็ว เช่น เกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพรหรือเกษตรกรทั่วไปยังขาดความรู้ความเข้าใจ และไม่สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลทั้งด้านเทคโนโลยีการผลิต การแปรรูป และการตลาด ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชนต่างก็ เข้าไม่ถึงข้อมูลผู้บริโภคได้มากพอต่อการตัดสินใจ และไม่สามารถพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ของตัวเอง เป็นต้น
ยุทธศาสตร์ด้านข้อมูล จึงควร เน้นการพัฒนาฐานข้อมูลที่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการขับเคลื่อนตามแผนแม่บทก่อน เช่น ข้อมูลด้าน พันธุ์พืชสมุนไพร แหล่งปลูก ขนาดพื้นที่ใช้เพาะปลูกแต่ละชนิด ข้อมูลด้านผู้ประกอบการ ข้อมูลด้านผลิตภัณฑ์และการตลาด การนำเข้าและส่งออก ข้อมูลด้านวิชาการสมุนไพร และข้อมูลด้านตำรายา แผนไทย เป็นต้น ทั้งนี้ ต้องคำนึงการใช้ประโยชน์และช่องทางการเข้าถึงข้อมูลดิจิทัลที่เหมาะสมด้วย
ประการที่สี่ ยุทธศาสตร์เมืองสมุนไพรนับเป็นกลยุทธ์ของรัฐบาลที่จะสร้างรูปแบบเศรษฐกิจฐานรากของสมุนไพรในระดับจังหวัด และได้ทุ่มงบกลางปี 2560 จำนวน 338 ล้านบาท ลงใน 4 จังหวัดหลักที่พัฒนาเป็นเมืองสมุนไพร ได้แก่ จ.เชียงราย สกลนคร ปราจีนบุรี และสุราษฎร์ธานี และเตรียมขยายอีก 9 จังหวัด รวม 13 จังหวัด เพื่อกระจายให้ครบทั้ง 6 ภาค แม้ว่าดูแล้วงบประมาณในแต่ละจังหวัดจะไม่มากนัก ประเด็นจึงอยู่ที่การ วางรากฐานการทำงานที่บูรณาการหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนกันอย่างไร แทนที่จะปล่อยให้แต่ละหน่วยงาน ใช้จ่ายงบประมาณไปกับกิจกรรมเล็กๆ ให้เสร็จสิ้นไปเท่านั้น และที่สำคัญกว่านั้นคือ ทำอย่างไรเกษตรกรรายย่อย ผู้ปลูกสมุนไพรจะสามารถเข้าใจข้อมูลการตลาด และเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกับอุปสงค์ของผู้ประกอบการและ ผู้ผลิตภาคอุตสาหกรรมสมุนไพรนอกเขตจังหวัดได้ เรื่องนี้จำเป็นต้องมองทิศทางและจัดทำเป็นแผนงานระยะกลางที่ชัดเจนให้ได้ ซึ่งบทบาทผู้นำของผู้ว่าราชการจังหวัดน่าจะเป็นคำตอบ ได้อย่างดี
ผู้เขียนยังมีความเชื่อมั่นและความหวังว่า การออกสตาร์ทแผนแม่บทการพัฒนาสมุนไพรของรัฐบาลครั้งนี้จะนำมาซึ่งอนาคตที่สดใสของการพัฒนาสมุนไพรเป็นกทางเลือกใหม่ของเกษตรกร กระตุ้นการเติบโตของ ภาคอุตสาหกรรมสาขาสมุนไพรและสุขภาพ การพัฒนาภูมิปัญญาของตำรับยาแผนไทย และการคิดค้นยาสมุนไพรเพื่อเป็นทางเลือกในการรักษาโรคและการดูแลสุขภาพที่มีประสิทธิภาพและใช้วัตถุดิบในประเทศ
และที่สำคัญเป็นการน้อมนำ "แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาปรับใช้อย่างเป็น รูปธรรมที่สุด n







