
ก่อนลงทุนบี/อี ต้องรู้อะไรบ้าง
พูลศรี-ศุภลักษณ์กระแสข่าวการผิดนัดชำระหนี้ตั๋วแลกเงิน (บี/อี) กลับมาหลอนอีกระลอก หลายคนอาจขยาดการลงทุนในเจ้าตั๋วระยะสั้นอายุ 270 วันอย่างบี/อี ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะเงินที่นำมาลงทุนนั้นย่อมมาจากน้ำพักน้ำแรงที่หวังว่าจะได้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก
พูลศรี-ศุภลักษณ์
กระแสข่าวการผิดนัดชำระหนี้ตั๋วแลกเงิน (บี/อี) กลับมาหลอนอีกระลอก หลายคนอาจขยาดการลงทุนในเจ้าตั๋วระยะสั้นอายุ 270 วันอย่างบี/อี ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะเงินที่นำมาลงทุนนั้นย่อมมาจากน้ำพักน้ำแรงที่หวังว่าจะได้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก
การลงทุนในตั๋วบี/อี ส่วนใหญ่จะเป็นนักลงทุนสถาบันและผู้มีเงินลงทุนสูง (ไฮ-เน็ตเวิร์ธ) ว่ากันว่าเป็นกลุ่มที่มีความรู้เกี่ยวกับการลงทุนดีในระดับหนึ่ง แต่ก็มีบ้างที่จะหลุดไปเสนอขายให้นักลงทุนรายย่อยกลุ่มอื่น
ไม่ว่านักลงทุนกลุ่มใด ควรจะมีอาวุธติดตัวไว้ นั่นคือ การรู้เท่าทันความเสี่ยงจากการลงทุนตั๋วบี/อีด้วย
"จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์" รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงานธุรกิจไพรเวทแบงก์ ธนาคารกสิกรไทย แนะนำผู้สนใจลงทุนในตั๋วบี/อี ให้พิจารณาข้อมูลพื้นฐาน 5 ด้าน ดังนี้
ประการแรก อันดับเครดิต หรือเรตติ้ง ผู้ลงทุนต้องดูว่าตราสารนั้นมีอันดับเครดิตหรือไม่ ซึ่งบี/อีที่ระยะยาวจะมีเรตติ้ง แต่หากเป็นบี/อีระยะสั้น ก็ควรพิจารณาที่ตัวบริษัทผู้ออกว่ามีเรตติ้งที่ดีหรือไม่ เพราะอย่างน้อยก็มีผู้พิจารณากลั่นกรองให้เบื้องต้นถึงความน่าเชื่อถือ
ประการที่สอง บทวิเคราะห์ การดูเรตติ้งอาจไม่เพียงพอ เพราะเป็นการจัดอันดับด้วยการดูข้อมูลย้อนหลัง ไม่ได้มองไปข้างหน้าสักเท่าไร บ่อยครั้งการปรับเรตติ้งสู่ความเป็นจริงก็สายไปเมื่อผิดนัดชำระไปแล้ว ดังนั้นการพิจารณาจากบทวิเคราะห์สามารถประเมินไปถึงอนาคตได้
"ถ้าบริษัทหรือตราสารไม่มีเรตติ้ง ตัวบริษัทไม่มีบทวิเคราะห์อะไรออกมา ก็ควรหลีกเลี่ยง"
ประการที่สาม บริษัทผู้ออกตราสารมีชื่อเสียง มีความน่าเชื่อถือ และธนาคารพาณิชย์พร้อมให้สินเชื่อ ตามปกติแล้วบริษัทควรระดมทุนผ่านการขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ก่อน ซึ่งธนาคารพาณิชย์จะพิจารณาให้ตามเครดิตลูกหนี้
หากลูกหนี้เครดิตดีมากจึงจะมีทางเลือกหลายทาง สามารถหันไปออกหุ้นกู้ หรือบี/อีเพื่อเสริมสภาพคล่องในต้นทุนที่ต่ำกว่าแทนการกู้ยืมธนาคารพาณิชย์ แต่การผิดนัดชำระที่เกิดขึ้นมักเป็นการออกบี/อี เพื่อระดมทุน เพราะธนาคารพาณิชย์ไม่ปล่อยสินเชื่อหรือสินเชื่อเต็มวงเงิน เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง
ประการที่สี่ อัตราผลตอบแทน หรือยิลด์ บริษัทที่ต้องการสภาพคล่องเร็ว มักจะใช้ผลตอบแทนสูงมาล่อตาล่อใจนักลงทุน ซึ่งต้องลองพิจารณาตามหลักความเป็นจริง เช่น พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย 2.5% ต่อปี อายุต่ำกว่า 1 ปี ให้ผลตอบแทน 1% กว่าต่อปี อยู่ดีๆ บริษัทหนึ่งก็มาออกบี/อี ให้ผลตอบแทน 5% ต่อปี แสดงว่าต้องการเงินอย่างมากผิดปกติ
ประการที่ห้า ผู้จัดจำหน่าย หรืออันเดอร์ไรเตอร์ ข้อนี้ดูคุณภาพของสถาบันการเงินที่เป็นผู้จัดจำหน่ายด้วยว่ามีความน่าเชื่อถือและสามารถการันตีได้มากน้อยเพียงใด
ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่เลือกเป็นอันเดอร์ไรเตอร์ให้บริษัทที่เป็นลูกค้าสินเชื่ออยู่แล้ว หากลูกค้ามีปัญหาเกิดขาดสภาพคล่องชั่วคราวที่จะไถ่ถอนบี/อี ธนาคารพาณิชย์ก็จะให้เงินกู้บริษัทนั้นไปแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ถ้าไม่จำเป็นจะไม่ยอมให้ผิดนัดชำระเด็ดขาด เพื่อไม่ให้ธนาคารสูญเสียความน่าเชื่อถือไปด้วย
ก็ถูกหากจะบอกว่า บี/อีมีความเสี่ยง เพราะบี/อี คือ ตราสารการลงทุนทางเลือกอย่างหนึ่ง แต่ก็ต้องย้อนกลับไปดูว่า ตัวผู้ลงทุนเองพิจารณาข้อมูลความเสี่ยงของตราสารนั้นอย่างรอบคอบดี แล้วหรือยัง หรือดูเพียงผลตอบแทนสูงอย่างเดียว ซึ่งหากดูในท้องตลาดก็จะพบว่าบี/อีส่วนใหญ่ก็ยังสามารถชำระหนี้หรือไถ่ถอนได้ตามกำหนดพร้อมผลตอบแทนที่กำหนดไว้
เอาเป็นว่า ถ้ายังสนใจการลงทุนแบบระยะสั้นแบบตั๋วบี/อี ซึ่งมีอายุ 3 เดือน 6 เดือน และ 9 เดือนแล้วแต่ประเภท ควรเช็กลิสต์ให้ครบ 5 ข้อข้างต้น อย่างน้อยก็ช่วยประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นได้ว่า บี/อีนั้นมีความสมเหตุสมผล คุ้มค่าพอที่จะลงทุน หรือไม่
"สุชาติ ธนฐิติพันธ์" กรรมการผู้จัดการสายงานตลาดตราสารหนี้ และสายงานวางแผนการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ แอพเพิลเวลธ์ กล่าวว่า ผู้ลงทุนในตั๋วบี/อีและหุ้นกู้จะอยู่ในสถานะของการเป็นเจ้าหนี้
ซึ่งโดยหลักการแล้วจะมีความน่ากังวลน้อยกว่าผู้ที่ลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทนั้นๆ เนื่องจากท้ายที่สุดแล้วบริษัทที่ผิดนัดชำระจะถูกบังคับตามกฎหมายให้นำเงินมาชำระคืนแก่เจ้าหนี้ แต่อาจต้องใช้ระยะเวลาเพื่อดำเนินการอยู่บ้าง
ในช่วงที่ยังไม่สามารถจ่ายชำระเงินคืน ให้กับผู้ถือตั๋วบี/อี รวมถึงไม่สามารถจ่ายชำระดอกเบี้ยให้กับผู้ถือหุ้นกู้ ในทางปฏิบัติโดยทั่วไปแล้ว ผู้ออกตราสารหนี้มักจะมีการจ่ายค่าปรับในอัตราผิดนัดฯ ให้กับผู้ลงทุนตามระยะเวลาที่ล่าช้าออกไป เพื่อ ชดเชยค่าเสียโอกาสที่ผู้ลงทุนได้รับเงินล่าช้าจาก ที่กำหนดไว้
ส่วนประเด็นกองทุนรวมลงทุนในบี/อี แล้วเกิดมีการผิดนัดชำระหนี้ซึ่งส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (เอ็นเอวี) ของกองทุนนั้นลดลงเป็นเหตุให้ผลตอบแทนติดลบนั้น
"กิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ" นักวิเคราะห์กองทุนรวม บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) มีความเห็นว่าเหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยกับการลงทุนผ่านกองทุนรวม แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง ถ้าหากไม่เสี่ยงเลยโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนนั้นก็คงไม่มีหรือได้กลับมาน้อยมาก
เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ถือเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นการลงทุนในกองทุนรวมอย่างมาก เพราะในสายตาของนักลงทุนทั่วๆ ไปบางส่วนนั้นยังคงมีความคิดแบบเดิมๆ ว่ากองทุนเป็นผลิตภัณฑ์การลงทุนที่มีความปลอดภัยสูง
เหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเพราะกองทุนในบ้านเรานั้นมากกว่า 80% มีการซื้อขายผ่านธนาคารพาณิชย์ ซึ่งก็มีความน่าเชื่อถืออยู่ในตัวเองอยู่แล้ว
หรือในบางครั้งก็ถือเป็นเครื่องมือบริหารเงินที่เข้ามาทดแทนผลิตภัณฑ์เงินฝาก ตัวอย่างเช่น กองทุนรวมตลาดเงิน หรือกองทุนประเภทเทอมฟันด์ ที่มีการกำหนดอายุโครงการและคาดการณ์ผลตอบแทนไว้อย่างชัดเจน
"กิตติคุณ" บอกว่าหากจะพูดไปถึงกรณีที่เกิดปัญหาของกองทุนรวมที่ไปลงทุนในตั๋ว บี/อี แล้วเกิดการผิดนัดชำระหนี้ก็ต้องถือว่าเป็นผลพวงมาจากพัฒนาการของอุตสาหกรรมกองทุนรวมอย่างหนึ่ง เนื่องมาจากการเปิดเกณฑ์การลงทุนใหม่เมื่อ 2 ปีที่แล้วที่มีการอนุญาตให้ผู้ลงทุนที่เป็นกลุ่ม AI (Accredited Investor : AI)
นิยามของผู้ลงทุนกลุ่ม AI คือ มีความรู้ความสามารถเข้าใจการลงทุนเป็นอย่างดี ซึ่งประกอบด้วยผู้ลงทุนสถาบัน หรือผู้ลงทุนที่มีความมั่งคั่งสูง เป็นต้น สามารถลงทุนในกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ประเภทไฮยิลด์ได้ 100% ซึ่งก็รวมไปถึง บี/อี ที่ได้รับการจัดอันดับต่ำกว่าระดับที่ลงทุนได้ (Non-investment grade) หรือกลุ่มที่ไม่ได้จัดอันดับ (Unrated) ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงนั่นเอง
จากที่นักวิเคราะห์กองทุนรวมรายนี้ได้ตั้งข้อสังเกต เขาบอกว่าก็ต้องยอมรับว่าการเปิดเผยข้อมูลของ กองทุนประเภทไฮยิลด์โดยเฉพาะในส่วนของ รายละเอียดการลงทุนได้เปิดเผยเป็นอย่างดีอยู่แล้ว โดยจะบอกถึงตราสารที่กองทุนจะลงทุนพร้อมอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารนั้นๆ รวมไปถึงสัดส่วนที่จะลงทุนและคาดการณ์ผลตอบแทนจากการลงทุนด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ กองทุนไฮยิลด์ยังมีการให้ข้อมูลที่ละเอียดชัดเจนมากกว่ากองทุนประเภทอื่นๆ ด้วยซ้ำไปที่เรามักจะอ่านนโยบายการลงทุนเท่านั้น หรืออย่างมากก็รู้เพียง 5 อันดับแรกของตราสารที่กองทุนนั้นๆ ลงทุน
ดังนั้น ตัวผู้ลงทุนเองต่างหากที่จะต้องอ่านและทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่เรากำลังจะลงทุนให้ละเอียด พร้อมทั้งการประเมินว่าตัวเราสามารถรับความเสี่ยงได้หรือไม่ ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน ไม่ใช่เพียงแต่ว่าเห็นผลตอบแทนกองทุนนั้นสูงก็จะเข้าไปลงทุนโดยไม่ได้ศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมให้ดีเสียก่อน เพราะความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดนั้นก็คือ การที่เราไม่รู้ว่าเรากำลังลงทุนอะไรอยู่นั่นเอง







