
สุวัฒน์ เทพปรีชาสกุล ยอมลำบากก่อนค่อยสบายทีหลัง
พรสวรรค์ นันทะ วีธีการเก็บออมของคนจำนวนมากยึดหลักการมีวินัย แบ่งเก็บแบ่งออมให้ได้เท่าๆ กันทุกเดือน เพื่อสร้างวินัยให้กับตัวเอง แต่ไม่ใช่สำหรับ "พี" สุวัฒน์ เทพปรีชาสกุล ผู้อำนวยการ ธุรกิจบัตรเครดิต บริษัท บัตรกรุงไทย (เคทีซี) หนุ่มวัย 43 ปีคนนี้ เพราะเขาใช้วิธีที่ท้าทายความสามารถของตัวเอง ด้วยการตั้งเป้าหมายเป็นรายปีอย่างชัดเจนว่าต้องเก็บเงินออมให้ได้ปีละ 1 ล้านบาทในทุกๆ ปี
พรสวรรค์ นันทะ
วีธีการเก็บออมของคนจำนวนมากยึดหลักการมีวินัย แบ่งเก็บแบ่งออมให้ได้เท่าๆ กันทุกเดือน เพื่อสร้างวินัยให้กับตัวเอง แต่ไม่ใช่สำหรับ "พี" สุวัฒน์ เทพปรีชาสกุล ผู้อำนวยการ ธุรกิจบัตรเครดิต บริษัท บัตรกรุงไทย (เคทีซี) หนุ่มวัย 43 ปีคนนี้ เพราะเขาใช้วิธีที่ท้าทายความสามารถของตัวเอง ด้วยการตั้งเป้าหมายเป็นรายปีอย่างชัดเจนว่าต้องเก็บเงินออมให้ได้ปีละ 1 ล้านบาทในทุกๆ ปี
พี มองว่าไม่จำเป็นเลยที่คนเราต้องตัดบัญชีเก็บเงินให้เท่ากันทุกเดือน เดือนละเท่านั้นเท่านี้ มันรู้สึกจำกัดเกินไป เพราะแต่ละคนอาจมีความจำเป็นในการใช้เงินในแต่ละเดือนมากบ้างน้อยบ้าง แตกต่างกันออกไป ขึ้นกับความจำเป็นในแต่ละช่วง ขณะเดียวกันถ้าจะให้วางแผนยาวออกไปในอนาคตข้างหน้าเป็น 10-20 ปีก็ดูยาวนานไป ทำให้รู้สึกขาดกำลังใจที่จะไปให้ถึง
ดังนั้น เขาจึงเห็นว่าการตั้งเป้าหมายที่ยาวหน่อย แต่ไม่ไกลเกินจะทำให้ได้ ด้วยการเลือกตั้งเป้าหมายเป็นรายปีแทน ซึ่งหัวใจสำคัญอยู่ที่การตั้งเป้าหมายต้องให้ชัดเจนแล้วยึดกุมให้มั่น เป็นการวางแผนเหมือนการวางแผนงาน คือ ตั้งเป้าหมายเอาไว้ก่อนว่าต้องการอะไร อย่างไร ภายในเวลาเท่าไร แล้วมาดูว่าจะทำอย่างไรให้ไปถึง
สำหรับวิธีการบริหารเงินเก็บออมรายปีที่มีเงินสะสมเข้ามามากขึ้นๆ ในทุกๆ ปีนั้น ก็ควรทำให้มันงอกเงยด้วย โดยควรทำให้มันเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 20% ในแต่ละปี ซึ่งทำได้ไม่ยากหากเรียนรู้ศึกษาการลงทุน
สำหรับการลงทุนในหุ้นและกองทุนเขาจะได้ผลตอบแทนไม่น้อยกว่า 10% แต่เบื้องต้นในการลงทุนเขาเลือกมองหาการลงทุนที่ช่วยเรื่องการลดภาษีก่อน ยิ่งถ้าผลตอบแทนที่ได้น้อยกว่าเงินที่ต้องจ่ายภาษี ยิ่งควรนำไปลงทุนเพื่อให้ได้ลดหย่อนภาษีก่อนเป็นสิ่งแรก
และในการลงทุนก็ไม่จำเป็นต้องเทเงินซื้อลงทุนใน RMF หรือ LTF ในช่วงสิ้นปีหรือเดือน ธ.ค.เท่านั้น เพราะในแต่ละเดือนก็มีจังหวะ และโอกาสที่เหมาะสมให้ลงทุนได้ อย่างในเดือน เม.ย.ที่จะมีการจ่ายเงินปันผลประจำทุกปีแล้ว มา ในเดือน พ.ค.ราคาก็มักจะลดลง ดังนั้น ควรแบ่ง เงินลงทุนกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า LTF หรือไปลงทุนกองอื่นก่อนก็ได้ เพื่อให้เงินทำงานหาผลตอบแทนให้เราก่อนรอบหนึ่ง ค่อยมาซื้อ LTF ในช่วงสิ้นปีก็ได้ แต่ในการลงทุนต้องดูจังหวะการลงทุนในแต่ละช่วงให้ดี เพราะมันมีขึ้นและลง จึงควรติดตามข่าวสารบ้าง
นอกจากนี้ เมื่อเงินออม จากเงินเดือน จากเงินลงทุน ที่สะสมเพิ่มขึ้นมาในระดับหนึ่งแล้ว เขายังแบ่งเงินไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ด้วย เดิมเขามีอสังหาริมทรัพย์ส่วนหนึ่งที่ได้มาจากมรดก อีกส่วนมาจากการแบ่งเงินออมไปลงทุนซื้อไว้ ทำให้เขามีอสังหาฯ ที่นำมาปรับปรุงเพื่อหารายได้จากการแบ่งให้เช่าอีกทางอีก ในแต่ละปีเขาได้ผลตอบแทนส่วนนี้มาประมาณ 10% หรือได้เงินเพิ่มมาอีกหลักแสนบาท
หลายคนอาจมองว่าเขามีต้นทุนสูง มีมรดก มีเงินเดือนรายได้สูงจากการเป็นผู้บริหาร แต่พี บอกว่า เขาก็เริ่มจากการเก็บทีละน้อยปีละ 1 แสนบาทมาก่อน และเริ่มต้นการลงทุนด้วยเงินไม่มาก เพื่อให้การลงทุนค่อยๆ สะสมมาทีละเล็กละน้อย เพราะก่อนจะมาทำงานในหน้าที่ผู้บริหาร ก็เคยมีรายได้ไม่สูงมาก่อนเหมือนกัน ที่สำคัญเขาเริ่มต้นจากการมีหนี้สินไม่ต่างจากคนอื่น แต่เขาเลือกหนทางที่ยอมลำบากก่อนค่อยสบายทีหลัง คือ มีหนี้ต้องเร่งใช้หนี้ก่อนให้มากที่สุด เหลือเงินแค่ให้พออยู่ได้เท่านั้น
พี เล่าต่อว่า ในช่วงเริ่มต้นชีวิตการทำงานแรกๆ ก็อยู่บ้านกับพ่อแม่ แต่พอถึงวันที่เขาต้องการจะมีอะไรเป็นของตัวเอง เขาก็เลือกที่จะกระโจนลงไปทำอย่างเต็มตัว คือ แทนที่จะผ่อนบ้านในอัตราปกติที่ธนาคารกำหนดก็เลือกชำระเป็น 2 เท่าไปเลย ทำให้สามารถผ่อนหนี้หมดในเวลาไม่ถึง 10 ปี จากสัญญา 30 ปี
แถมหากมีเงินก้อนจากโบนัสหรือเงินก้อนจากอะไรต่างๆ เข้ามา เขาก็จะไม่ได้เอาไปใช้เพลินๆ ซื้อของหรือเที่ยว แต่จะเลือกเอามาจ่ายหนี้ก่อน เพราะถ้าคิดถึงดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในแต่ละปีแล้วจะมีกำลังใจในการทำมาก ที่สำคัญพอมีหนี้ก็ต้องติดตามรักษาสิทธิประโยชน์อยู่เสมอด้วย เช่น การรีไฟแนนซ์บ้าน เพื่อลดดอกเบี้ยก็ต้องทำให้ตลอด เพราะบางครั้งธนาคารไม่ได้แจ้งสิทธิเราต้องติดตามดูเอง หรือการใช้บัตรเครดิตก็อย่าใช้เกินตัว อยากได้อะไรควรเก็บเงินก่อนซื้อ อย่าพยายามเป็นหนี้
ในช่วงที่ผ่านมาถามว่า มีอุปสรรคในการเก็บเงินบ้าง เพราะระหว่างเดือนก่อนจะสิ้นปีอาจมีรายได้ที่ไม่จำเป็นเข้ามา มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่เราก็เตรียมหาอย่างอื่นมาเพิ่มการเก็บแทน หรือบางเดือนที่การลงทุนมันไม่ได้อย่างที่คิด ก็ต้องติดตามดูปรับการลงทุนทุกเดือน นึกถึงเป้าหมายที่จะทำให้ได้ในปีนั้นๆ มันจะสามารถทำได้ในที่สุด
เขายังเล่าต่อว่า ไม่คิดจะเกษียณก่อน ถ้าสามารถทำได้ก็ทำไปเรื่อยๆ แต่จะใช้โอกาสที่เคยลงทุนและมีความเชี่ยวชาญหารายได้เพิ่มไปด้วย เพราะทำเช่นนี้มาตั้งแต่ทำงานที่แรก ใหม่ๆ ที่ทำก็ใช้วิธีตัดบัญชีฟิกซ์ประมาณ 30-40% ของเงินเดือน ก็เคยลองทำมาแล้ว แต่พอมีภาระครอบครัวก็ฟิกซ์ไม่ได้ แต่ยังเห็นความสำคัญการเก็บออม การหารายได้ การทำงานให้เงินงอกเงย แต่ไม่ฟุ้งเฟ้อ
"ผมว่าสิ่งสำคัญที่เดินตามเป้าหมายมาได้ตลอด ยอมที่จะลำบากก่อนค่อยสบายทีหลังได้ เพราะผมอยากให้พ่อแม่อยู่อย่างมีความสุข ให้ลูก 2 คน น้องนะโมกับน้องนะดี และครอบครัวมีชีวิตที่ดี ซึ่งการตั้งใจจะมีชีวิตที่ดี มี 100 ต้องวิ่งให้มากกว่า 100 เราจะได้ไปถึงจุดหมายให้เร็วกว่าคนอื่นในยามที่มีแรง" สุวัฒน์กล่าวสรุปสไตล์การออมของตัวก่อนจบการสนทนา







