posttoday
การพัฒนาสมุนไพรไทย โจทย์ใหญ่รออยู่ข้างหน้า (1)

การพัฒนาสมุนไพรไทย โจทย์ใหญ่รออยู่ข้างหน้า (1)

02 กรกฎาคม 2560

นพ.สุริยะ วงศ์คงคาเทพอดีตอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายสมุนไพรแห่งชาติเป็นครั้งแรก โดยมีนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน นับเป็นการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ของวงการพัฒนาสมุนไพรของประเทศไทย ที่ผ่านมากว่า 40-50 ปี ไม่เคยมีนโยบายและทิศทางการพัฒนาส่งเสริมที่ชัดเจนเลย แตกต่างจากหลายประเทศในเอเชีย เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้

นพ.สุริยะ วงศ์คงคาเทพอดีตอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายสมุนไพรแห่งชาติเป็นครั้งแรก โดยมีนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน นับเป็นการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ของวงการพัฒนาสมุนไพรของประเทศไทย ที่ผ่านมากว่า 40-50 ปี ไม่เคยมีนโยบายและทิศทางการพัฒนาส่งเสริมที่ชัดเจนเลย แตกต่างจากหลายประเทศในเอเชีย เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้

จะว่าไปวงการสมุนไพรจึงเสมือนถูกสาป ถูกแช่แข็ง เราพูดเสมอว่าประเทศไทยเป็นเขตโซนร้อน อุดมสมบูรณ์ด้วยพรรณพืชและความหลากหลายทางชีวภาพ เรามีพืชที่ใช้เป็นยาสมุนไพรได้หลายชนิด ใช้ประกอบเป็นตำรับยาแผนไทยยาวนานกว่า 500 ปี แต่ถ้าดูตัวเลขในปัจจุบัน มูลค่าการใช้ยาจากสมุนไพรประมาณ ปีละ 1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น เมื่อ เทียบกับมูลค่าการใช้ยารวมในประเทศ 1.5 แสนล้านบาท

สมุนไพรนอกจากมาทำเป็นยาแล้ว ผลิตผลสำคัญที่สร้างรายได้จากสมุนไพรกลับเป็นอาหารเสริม เครื่องดื่มบำรุงสุขภาพ และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง โดยมีมูลค่ารวมต่อปีกว่า 1.8 แสนล้านบาท โดยไม่นับรวมผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่นำเข้า หรือที่ นักท่องเที่ยวไทยนิยมซื้อหาจากต่างประเทศ เช่น พวกวิตามิน อาหารเสริม และผลิตภัณฑ์บำรุงร่างกาย อีกจำนวนไม่ใช่น้อย และที่น่าแปลกคือ ประเทศไทยยังต้องนำเข้าวัตถุดิบสมุนไพรปีละ 3,022 ล้านบาท มากกว่าส่งออก 860.7 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ส่งออกเป็นวัตถุดิบขั้นต้น ที่ยังไม่ผ่านการแปรรูปสารสกัด

มีการประมาณการว่า หากมีการแปรรูปสมุนไพรเป็นสารสกัดจะสามารถเพิ่มมูลค่าได้ 100 เท่า และยิ่งเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหรือ เครื่องสำอางที่มีบรรจุภัณฑ์ที่ดี มูลค่าอาจเพิ่มได้ถึง 700 เท่า แต่น่าเสียดายที่ทุกวันนี้ อุตสาหกรรมการแปรรูป สารสกัดสมุนไพรของเรายังมีขนาดเล็กมาก อีกทั้งไม่ได้รับการส่งเสริมพัฒนาด้านเทคโนโลยีเท่าที่ควร

เรามีผู้ประกอบการขนาดเล็กและวิสาหกิจชุมชนเยอะมาก แต่ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จด้านผลิตภัณฑ์และการตลาดมากนัก เนื่องจากขาดข้อมูลและเทคโนโลยีที่สะท้อนความต้องการและเจาะตลาดผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หันมาดูงานวิจัยด้านสมุนไพรของไทยบ้าง สถิติของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติมีการอุดหนุน ทุนวิจัยเกือบคงที่เฉลี่ยปีละ 280 ล้านบาท หรือแค่ร้อยละ 0.002 ของมูลค่าผลผลิตรวมด้านสมุนไพรของประเทศ ซึ่งต่ำจนน่าใจหาย ในจำนวนนี้กระจายเป็นงานวิจัยด้านยาร้อยละ 36 ด้านอาหารเพิ่มคุณค่าร้อยละ 25 ด้านเกษตรร้อยละ 16 และอื่นๆ ปัญหาของผลงานวิจัยส่วนใหญ่ยัง "ขึ้นหิ้ง" ขาดเป้าหมายและทิศทางที่ชัดเจน งานวิจัยแต่ละชิ้นแยกเป็นส่วนๆ ขาดความ ต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน อีกทั้งหัวข้อวิจัยมักเป็นไปตามความสนใจส่วนตัวของนักวิจัย

ดังนั้น การที่รัฐบาลหันมาส่งเสริมพัฒนาสมุนไพรไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบแผนแม่บทว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2560-2564 เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2559 จึงเป็นจังหวะและนิมิตหมายที่ดี เป็นที่ทราบกันว่าสมุนไพรไทยมี ข้อได้เปรียบเชิงเศรษฐกิจที่สำคัญ หลายประการ

ประการแรก ตลาดของผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรมีความหลากหลาย เป็นลักษณะ Market-driven และมีอนาคตเติบโตอย่างต่อเนื่อง คาดว่ามูลค่าการตลาดสมุนไพรทั่วโลกในกลุ่ม Herbal supplement and remedies จะมีขนาด 115 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2563 โดยมีแนวโน้มการเติบโตร้อยละ 6 ต่อปี แม้แต่ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำก็ยังขยายตัวต่อเนื่อง เนื่องจากได้รับปัจจัยบวกจากความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในสังคมผู้สูงอายุในหลายประเทศ ปัจจัยที่เพิ่มขึ้นของโรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องรักษาตัวเองอย่างต่อเนื่อง กระแสความตื่นตัวของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รักสุขภาพ มีการศึกษาและฐานะเศรษฐกิจดี คนกลุ่มนี้สนใจผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติเป็นทางเลือก แม้จะเห็นผลช้าแต่มีความปลอดภัยสูงกว่าการบริโภคผลิตภัณฑ์จากสารสังเคราะห์

ประเทศไทยมีส่วนแบ่งของตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรในระดับโลกน้อยมาก เนื่องจากติดปัญหาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ยังไม่ได้มาตรฐานสากล นับเป็นความท้าทายของ ภาคการผลิตและอุตสาหกรรม

ประการที่สอง ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นจุดแข็ง ทำสัดส่วนรายได้ต่อปีถึงร้อยละ 18 ต่อจีดีพี หรือปีละกว่า 2.5 ล้านล้านบาท และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การพักผ่อน และบริการการแพทย์ (Medical, Leisure and Wellness Tourism) ก็เป็นเซ็กเมนต์ที่สำคัญ อุตสาหกรรมสปาไทยได้ชื่อว่ามีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับทั่วโลกเช่นเดียวกับอาหารไทย ผลิตภัณฑ์สมุนไพรถือเป็นส่วนสำคัญที่สอดแทรกอยู่ในรายได้และการบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการ ท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์สปา น้ำมันหอมระเหย ลูกประคบนวด และสมุนไพรบำรุงร่างกาย ซึ่งที่ผ่านมายังมีช่องว่างที่สามารถพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์และสร้างแบรนด์ได้อีกมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากประเทศในเอเชีย

ประการที่สาม ประเทศไทยมีตำรับยาและตำราการแพทย์แผนไทยที่มีประวัติยาวนาน ปัจจุบันได้พัฒนาเป็นวิชาชีพการแพทย์แผนไทยขึ้นแล้ว เรามีหน่วยงานกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และอยู่ระหว่างการรวบรวมตำรับยาครั้งใหญ่เพื่อจัดทำ "ตำรับยาการแพทย์แผนไทยแห่งชาติ" จะทำให้เราสามารถดึงความรู้ภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทยกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งสามารถพัฒนาความรู้ในรูปแบบยาและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ของการดูแลสุขภาพ และเป็นที่ยอมรับในวงกว้างได้

(อ่านต่อพรุ่งนี้)

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล