
ปฏิรูปประเทศ สู่ไทยแลนด์ 4.0
ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เมื่อปลายเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญให้ไปบรรยายพิเศษในพิธีประกาศเกียรติคุณ Drive Award 2017 และ JUMC STAR 2017 ของสมาคมนิสิตเก่าเอ็มบีเอ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาในกลุ่มแรกๆ ที่มีการเรียนการสอนด้านการบริหารจัดการธุรกิจ เพื่อบ่มเพาะบุคลากรในระดับบริหารให้มีความรู้ความสามารถในเชิงการบริหารจัดการโดยไม่จำกัดประเภทธุรกิจ/อุตสาหกรรม ปัจจุบันมีผู้จบการศึกษาในหลักสูตรดังกล่าวแล้วหลายรุ่น กระจายตัวทำงานในแวดวงทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่วงการการศึกษาบ้านเรามีการพัฒนาให้ก้าวทันโลกอยู่ตลอดเวลา
ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน
เมื่อปลายเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญให้ไปบรรยายพิเศษในพิธีประกาศเกียรติคุณ Drive Award 2017 และ JUMC STAR 2017 ของสมาคมนิสิตเก่าเอ็มบีเอ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาในกลุ่มแรกๆ ที่มีการเรียนการสอนด้านการบริหารจัดการธุรกิจ เพื่อบ่มเพาะบุคลากรในระดับบริหารให้มีความรู้ความสามารถในเชิงการบริหารจัดการโดยไม่จำกัดประเภทธุรกิจ/อุตสาหกรรม ปัจจุบันมีผู้จบการศึกษาในหลักสูตรดังกล่าวแล้วหลายรุ่น กระจายตัวทำงานในแวดวงทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่วงการการศึกษาบ้านเรามีการพัฒนาให้ก้าวทันโลกอยู่ตลอดเวลา
เพราะพื้นฐานที่จะทำให้ประเทศมีความมั่นคงแข็งแกร่งทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมก็คือคุณภาพของคน ปัจจุบันแม้ว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยจะมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและสังคมโลกมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่เป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนประเทศก็คือ "คน" เราจึงต้องมีการเตรียมความพร้อมของ "คน" เพื่อให้สามารถปรับตัวรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม โดยแนวทางของการปฏิรูปประเทศที่รัฐบาลกำลังมุ่งไปคือการนำประเทศเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นมาอีกนิด ก็คือการวางรากฐานการพัฒนาประเทศระยะยาวด้วยนวัตกรรม ให้มุ่งต่อยอดผลสัมฤทธิ์ เน้นการเชื่อมโยงและใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมเพื่อรองรับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งที่ผ่านมา เราอาจพัฒนาไปตามสภาพเหตุปัจจัยแวดล้อม เน้นการเจริญเติบโตแบบเป็นหย่อมๆ แต่ไทยแลนด์ 4.0 จะมีแง่มุมที่ชัดขึ้นในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีเพื่อตอบสนองต่อโลกอย่างรวดเร็ว เน้นการพัฒนานวัตกรรมและการนำนวัตกรรมมาใช้ขับเคลื่อนการพัฒนาในทุกมิติเพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศ โดยเฉพาะการเป็นฐานการผลิตและบริการที่มีความเข้มแข็งและโดดเด่นในหลายสาขา โดยมีความร่วมมือกับมิตรประเทศทั้งในรูปแบบทวิภาคีและพหุภาคี โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคและอาเซียน เพื่อเพิ่มโอกาสด้านการค้าและการลงทุน ยกระดับห่วงโซ่มูลค่าโดยการเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิตที่เป็นกลุ่มใหญ่ของประเทศ ได้แก่ เกษตรกรรายย่อย วิสาหกิจชุมชน และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สถาบันการศึกษา ภาครัฐ และภาคเอกชน ในรูปแบบประชารัฐ ซึ่งจุดแข็งประการหนึ่งของประเทศของเราอยู่ที่ความหลากหลายของฐานการผลิตที่มีความแข็งแกร่งในระดับโลก ในขณะที่จุดอ่อนที่เราต้องเร่งพัฒนาคือการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันเพื่อก้าวข้ามอุปสรรคแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ท่ามกลางกระแสเทคโนโลยีที่เป็นจุดเปลี่ยนของสังคมโลก เราได้เห็นธุรกิจแขนงใหม่ๆ เติบโต ในขณะที่ธุรกิจที่ไม่ปรับตัวเริ่มสาบสูญ ทั่วโลกเริ่มมีกลุ่มธุรกิจประเภท Startup ให้เห็นอย่างคึกคัก ประเทศอิสราเอล มี Tel-Aviv เป็นเมืองศูนย์กลางทางธุรกิจ ที่ประกอบไปด้วย ธุรกิจประเภท Cyber Security ธุรกิจ Internet & Mobile Advertising ธุรกิจ Big Data & Analytics ในขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกา มี Silicon Valley เมืองซานฟรานซิสโก เป็นแหล่งรวมของนักวิจัยด้าน IT และยังเป็นฐานก้าวกระโดดของธุรกิจ ที่มีองค์กรชั้นนำระดับโลกอย่าง Facebook Apple Google Microsoft ขึ้นกระดานความโดดเด่น ประเทศสิงคโปร์ มีการประกาศวาระ Smart Vision เป็นไอเดียสร้างชาติสร้างคน ประเทศญี่ปุ่น เป็นแหล่งรวมนักประดิษฐ์ นักคิด ก็มีการปรับตัวอย่างเด่นชัด เกิดธุรกิจประเภทท่องเที่ยว ที่แชร์การเดินทางระยะไกล โดยใช้เครือข่ายเทคโนโลยี ในขณะที่ฝั่งประเทศเกาหลีใต้ แหล่งผลิตนักวิจัยของโลก ก็ไม่เคยหลุดอันดับความเป็นผู้นำในโลกของเทคโนโลยี โดยถือเป็นประเทศที่มีบริษัทด้านเทคโนโลยีมากในอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งบริษัทที่กำลังมาแรงและเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีของคนไทย เช่น Line Sumsung LG ก็มีโครงการและกิจกรรมที่เอาใจสาวกชาวไทยให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ประเทศจีน Market Place อันดับหนึ่งของโลก ก็มีบริษัท Alibaba เครือข่ายการจัดหาสินค้าออนไลน์ที่สร้างปรากฏการณ์ให้คนทั้งโลกไม่อาจมองข้าม
ดังนั้น วันนี้เมื่อรัฐบาลไทยได้ประกาศวาระแห่งชาติในการผลักดันประเทศด้วยเศรษฐกิจดิจิทัลและไทยแลนด์ 4.0 จึงเป็นการวางรากฐานระยะยาวให้กับประเทศ โดยสิ่งสำคัญคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประสิทธิภาพสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และการสร้างความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีให้กับประชากร เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งต้องอาศัยองค์ประกอบประการสำคัญคือการพัฒนากำลังคนให้พร้อมเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล นอกเหนือจากการปรับเปลี่ยนบทบาทภาครัฐแบบอะนาล็อกสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล
หมดยุค "ทำมากได้น้อย" เปลี่ยนเข้าสู่วิธีการ "ทำน้อยได้มาก" เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักความไม่สมดุล และความเหลื่อมล้ำ ซะทีนะครับ







