
ครบ 20 ปีวิกฤตเอเชีย ปฏิรูปศก.แค่ครึ่งซีก
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์วิกฤตการณ์ค่าเงินเอเชียหรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนาม "วิกฤตต้มยำกุ้ง" ผ่านพ้นไป 2 ทศวรรษถ้วนไปแล้วเมื่อวันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา อันเป็นวันที่กระทรวงการคลังประกาศลอยตัวค่าเงินบาทจากเดิมที่ตรึงค่าเงินไว้กับดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง และสถานการณ์ยิ่งย่ำแย่เมื่อปริมาณหนี้ในสกุลดอลลาร์ของเอเชียอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้นทวีคูณ
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
วิกฤตการณ์ค่าเงินเอเชียหรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนาม "วิกฤตต้มยำกุ้ง" ผ่านพ้นไป 2 ทศวรรษถ้วนไปแล้วเมื่อวันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา อันเป็นวันที่กระทรวงการคลังประกาศลอยตัวค่าเงินบาทจากเดิมที่ตรึงค่าเงินไว้กับดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง และสถานการณ์ยิ่งย่ำแย่เมื่อปริมาณหนี้ในสกุลดอลลาร์ของเอเชียอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้นทวีคูณ
ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เอเชียพยายามสร้าง "เกราะป้องกัน" ด้วยการปฏิรูปภาคการเงิน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำสอง ทั้งการพยายามเพิ่มทุนสำรองระหว่างประเทศ และคงระดับบัญชีเดินสะพัดให้เกินดุล โดยเฉพาะไทยที่มีระดับดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลทุบสถิติอยู่ที่มากกว่า 11% ของขนาดเศรษฐกิจ (จีดีพี) เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าเอเชียจะเรียนรู้บทเรียนได้ทั้งหมดจนปราศจากความเสี่ยงที่รออยู่ข้างหน้า เพราะวิกฤตครั้งที่ผ่านมายังไม่ถือเป็นสงครามครั้งใหญ่พอที่นำไปสู่การผ่าตัดยกเครื่องทั้งประเทศ แต่เป็นปัญหาที่ยังพอประคับประคองกันไปได้ ทำให้เศรษฐกิจตลอดช่วง 2 ทศวรรษมานี้ ยังคงขับเคลื่อนด้วยภาคส่วนแบบเดิมๆ ปราศจากการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง
ในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997 หลายชาติในเอเชีย รวมถึงไทย ได้รับแนวทางการรัดเข็มขัดและปฏิรูปสถาบันการเงินให้ทันสมัยขึ้นมาจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ในเงื่อนไขเพื่อแลกเปลี่ยนกับการกู้ยืม จนทำให้สถาบันการเงินในปัจจุบันมีความเข้มแข็งมากขึ้น พร้อมด้วยการตุนทุนสำรองระหว่างประเทศที่ทำให้เอเชียสามารถยืนหยัดป้องกันการโจมตีค่าเงินได้
สำหรับ 5 ชาติอาเซียน ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ต่างมีทุนสำรองรวมกันสูงกว่าในช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจถึง 5 เท่า อยู่ที่ 5 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 17 ล้านล้านบาท) ขณะที่เกาหลีใต้ ซึ่ง เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากวิกฤตต้มยำกุ้ง มีทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นจาก 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1 ล้านล้านบาท) ในปี 1996 เป็น 3.71 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 12 ล้านล้านบาท) ในปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน ดุลบัญชีเดินสะพัดของหลายประเทศในเอเชียยังหันมาเกินดุล โดยดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลดังกล่าว แสดงว่าปริมาณการลงทุนภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้นกว่าการออกไปลงทุนหรือกู้ยืมเงินทุนในสกุลต่างชาติ และการส่งออกยังมากกว่าการนำเข้า ต่างจากในช่วงวิกฤต โดยเฉพาะไทยที่สัดส่วนการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติร่วงลงอย่างหนักจากมากกว่า 33% ในปี 1990 เหลือเพียง 16% ในปี 1996 ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ
ในปัจจุบัน ไทยมีดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มขึ้นจากการขาดดุลเกือบ 10% ในปี 1996 เป็นเกินดุลมากกว่า 11% ในปีที่แล้ว เช่นเดียวกับประเทศ อื่นๆ เช่น มาเลเซียที่เกินดุลราว 2% ในปี 2016 จากขาดดุลเกือบ 5% ต่อ จีดีพี และเกาหลีใต้ที่เกินดุลราว 7% ต่อจีดีพี ในปัจจุบัน จากเดิมที่ขาดดุลอยู่ในระดับใกล้เคียงกับมาเลเซีย เมื่อ 20 ปีก่อน
อย่างไรก็ดี ระหว่างช่วง 20 ปี ที่ผ่านมา หลายชาติในเอเชียกลับไม่สามารถผลักดันตัวเองให้ขึ้นไปสูงกว่าประเทศรายได้ปานกลาง (หรือรายได้สูงกว่าสำหรับเกาหลีใต้) โดยเศรษฐกิจยังคงพึ่งพาการส่งออก และยังคงขับเคลื่อนด้วยภาคส่วนเดิมๆ อย่างไม่มีการกระจายไปยังภาคส่วนใหม่ เช่น ฮ่องกงที่ยังคงขับเคลื่อนด้วยการเป็นศูนย์กลางทางการเงิน ส่วนไทยและมาเลเซียก็ยังคงมีปัญหาการกระจายรายได้อย่างเท่าเทียม รวมถึงปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมือง
ขณะที่เกาหลีใต้ยังคงไม่สามารถแก้ปัญหาการกินรวบของบรรดา "เครือบริษัท" ระดับใหญ่ หรือที่เรียกว่า "แชโบล" จนทำให้บรรดาบริษัทรายย่อยยากจะลืมตาอ้าปากได้ และเป็นหนึ่งในปัญหาที่นำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมือง ซึ่งตามมาด้วยการถอดถอนประธานาธิบดีเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยประธานาธิบดี มุนแจอิน ที่ได้รับเลือกตั้งใหม่ซึ่งให้สัญญาจะปฏิรูปเครือบริษัทดังกล่าว แต่ก็ต้องหันไปแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการคุกคามของเกาหลีเหนือก่อน
นอกจากนี้ บัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลยังสะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจเอเชียยังคงขับเคลื่อนด้วยการส่งออกโดยมีจีนเป็นคู่ค้าหลัก ซึ่งจีนกำลังกอด "ระเบิดเวลา" ลูกใหญ่เอาไว้
ระเบิดเวลาที่ว่าคือปริมาณ "หนี้" มหาศาลที่อยู่ภายในระบบเศรษฐกิจของจีนซึ่งสะสมต่อเนื่องและเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่า โดยสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอฟ) ประเมินว่า ปริมาณหนี้ของจีนอยู่ที่สูงถึง 304% ของจีดีพี ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา
ปริมาณหนี้ของจีนยังคงมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นหนึ่งใน สาเหตุให้มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัทจัดอันดับเครดิต หั่นความน่าเชื่อถือในการชำระหนี้ของจีนลงจาก Aa3 เป็น A1 เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มูดี้ส์หั่นเครดิตจีนลงในรอบเกือบ 30 ปี
จีนรับรู้ปัญหาดังกล่าวและพยายามจะควบคุมการก่อหนี้ใหม่มาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เช่น การเข้าควบคุมภาคส่วนธนาคารเงา ซึ่งมักปล่อยกู้ให้ประชาชนทั่วไปจนก่อปัญหาหนี้ครัวเรือนให้เพิ่มสูงขึ้น และยังหันไปควบคุมการออกผลิตภัณฑ์การจัดการความมั่งคั่ง (WMP) ซึ่งเป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้หนี้จีนปรับตัว สูงขึ้น
แม้จีนจะต้องควบคุมปริมาณหนี้ดังกล่าว แต่ก็ต้องทำควบคู่ไปกับการประคับประคองเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัวลงไปมากจนเกินไปนัก โดยการต้องประคับประคองเศรษฐกิจสะท้อนได้จากการกลับควบคุมค่าเงินหยวนไม่ให้เสรีตามตลาดมากเกินไปนัก และการควบคุมเงินทุนไหลออก ซึ่งส่งผลให้เงินทุนเหล่านั้นหันกลับไปสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศแทน และกลายเป็นปัญหาฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่ทำให้จีนต้องเร่งแก้ไขเพิ่มอีก
ไม่ใช่เพียงแต่จีนเท่านั้น ปริมาณการก่อหนี้ทั่วโลกยังเพิ่มสูงขึ้น โดย ไอไอเอฟ ประเมินว่า ปริมาณหนี้ทั่วโลกปรับขึ้นเป็น 217 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 7,500 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็น 327% ของจีดีพีโลก ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ โดยเฉพาะหนี้ของตลาดเกิดใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาก และ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 66 ล้านล้านบาท) จะถึงกำหนดการชำระหนี้ภายในปี 2017 นี้
ใน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ดังกล่าว เป็นการต้องชำระเงินในสกุลเหรียญสหรัฐมากถึง 15% โดยการชำระเงินดังกล่าวมาในช่วงดอกเบี้ย ขาขึ้นจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เริ่มขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว 3 ครั้งตั้งแต่ ปี 2015 และการขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าวมักส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น กระทบต่อความสามารถของต่างชาติในการชำระเงินในสกุลเงินดังกล่าว
เอเชียเดินทางจากวิกฤตเศรษฐกิจมาเป็น 20 ปีแล้ว และใช้บทเรียนจากวิกฤตดังกล่าวในการเพิ่มความแข็งแกร่งของระบบการเงิน ทว่าในด้านการปฏิรูปเชิงโครงสร้างกลับชะงักลง และยังคงมีความเสี่ยงใหญ่รออยู่ข้างหน้า
"ข่าวร้ายสำหรับเอเชีย คือ การเติบโตของรายได้ชะงักลงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หรือมรดกจากวิกฤตเศรษฐกิจที่แท้จริง คือ การติดบ่วง กับดักรายได้ปานกลาง" วิลเลียม เปเซค คอลัมนิสต์ด้านเศรษฐกิจเอเชียให้ทัศนะผ่านเซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ n







