posttoday
งบประมาณขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

งบประมาณขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

27 มิถุนายน 2560

ภัทรพงศ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา & อนุกรรมาธิการการพาณิชย์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติในหลักการ วาระแรกงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 วงเงิน 2.9 ล้านล้านบาท ภายใต้ 6 ยุทธศาสตร์ 29 แผนบูรณาการของกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ โดยเป็นกระทรวงด้านเศรษฐกิจจำนวน 8 กระทรวง จัดสรรงบประมาณสำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจรวมทั้งสิ้น 544,027 ล้านบาท แบ่งออกเป็น กระทรวงการคลัง 238,356 ล้านบาท เพิ่มจากปี 2560 คิดเป็น 9.48% เป็นเงิน 20,642 ล้านบาท กระทรวงคมนาคม 172,876 ล้านบาท เพิ่มจากปี 2560 คิดเป็น 9.84% เป็นเงิน 15,486 ล้านบาท

ภัทรพงศ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา & อนุกรรมาธิการการพาณิชย์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติในหลักการ วาระแรกงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 วงเงิน 2.9 ล้านล้านบาท ภายใต้ 6 ยุทธศาสตร์ 29 แผนบูรณาการของกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ โดยเป็นกระทรวงด้านเศรษฐกิจจำนวน 8 กระทรวง จัดสรรงบประมาณสำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจรวมทั้งสิ้น 544,027 ล้านบาท แบ่งออกเป็น กระทรวงการคลัง 238,356 ล้านบาท เพิ่มจากปี 2560 คิดเป็น 9.48% เป็นเงิน 20,642 ล้านบาท กระทรวงคมนาคม 172,876 ล้านบาท เพิ่มจากปี 2560 คิดเป็น 9.84% เป็นเงิน 15,486 ล้านบาท

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 102,559 ล้านบาท เพิ่มจากปี 2560 คิดเป็น 8.62% เป็นเงิน 8,141 ล้านบาท กระทรวงการต่างประเทศ 8,780 ล้านบาท เพิ่มจากปี 2560 คิดเป็น 0.81% เป็นเงิน 70 ล้านบาท กระทรวงพาณิชย์ 7,151 ล้านบาท เพิ่มจากปี 2560 คิดเป็น 0.84% เป็นเงิน 59 ล้านบาท กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 6,700 ล้านบาท ลดจากปี 2560 คิดเป็น 13.02% เป็นเงิน 1,003 ล้านบาท กระทรวงอุตสาหกรรม 5,332 ล้านบาท ลดจากปี 2560 คิดเป็น 7.78% เป็นเงิน 450 ล้านบาท และกระทรวงพลังงาน 2,273 ล้านบาท เพิ่มจากปี 2560 คิดเป็น 10.75% เป็นเงิน 220 ล้านบาท

เมื่อพิจารณางบประมาณบูรณาการแบ่งตามยุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จำนวน 11 แผนงาน งบประมาณทั้งสิ้น 264,208.12 ล้านบาท ได้แก่ 1.แผนงานบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพ 2,544.01 ล้านบาท 2.แผนงานบูรณาการส่งเสริม SMEs 3,825.10 ล้านบาท 3.แผนงานบูรณาการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ 10,599.48 ล้านบาท 4.แผน งานบูรณาการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี 8,444.69 ล้านบาท 5.แผนงานบูรณาการพัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ 113,735.28 ล้านบาท 6.แผนงาน บูรณาการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล 4,470.62 ล้านบาท 7.แผนงาน บูรณาการวิจัยและนวัตกรรม 17,188.75 ล้านบาท

8.แผนงานบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวและบริการ 8,712.25 ล้านบาท 9.แผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพการผลิตภาคเกษตร 9,698.07 ล้านบาท 10.แผนงานบูรณาการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ 577.76 ล้านบาท และ 11.แผนงาน บูรณาการเสริมสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ 84,412.12 ล้านบาท โดยมีแผนงาน บูรณาการเพิ่มจากปีงบประมาณ 2560 จำนวน 4 แผนงาน คือ การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก การพัฒนาศักยภาพการผลิตภาคเกษตร การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ และการส่งเสริมความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมทั้งสิ้น 103,132.64 ล้านบาท

นับเป็นการใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายของรัฐให้ประสบผลสำเร็จและเกิดประสิทธิผลเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประเทศเกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งของประเทศ เพื่อให้เกิดศักยภาพและคุณภาพที่สูงขึ้น เพิ่มศักยภาพในภาคธุรกิจต่างๆ หลายภาคส่วน สร้างโอกาสการขยายตัวทางเศรษฐกิจ จะเห็นได้จากยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ปีงบประมาณ 2561 จำนวน 476,596 ล้านบาท คิดเป็น 16.4% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งสิ้น เพิ่มจากปี 2560 คิดเป็น 7.9% เป็นเงิน 34,855 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ เพื่อให้การดำเนินโครงการตามแผนพัฒนาภาคเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจภายในประเทศระดับภาคอย่างยั่งยืนตามศักยภาพของพื้นที่ จำนวน 84,412.1 ล้านบาท นโยบายรัฐที่ต้องการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมที่ยังเป็นปัญหามาช้านาน และยังคงเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในหลายด้าน จึงจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณด้านการแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างการเติบโตจากภายใน เป็นจำนวน 332,584 ล้านบาท คิดเป็น 11.5% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งสิ้น เพิ่มจากปี 2560 คิดเป็น 30.5% เป็นเงิน 77,801 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2561 รัฐยังคงจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลต่อเนื่องจากปีงบประมาณ 2550-2560 โดยประมาณการรายได้สุทธิที่คาดว่าจะสามารถจัดเก็บได้ จำนวน 2,450,000 ล้านบาท คิดเป็น 15.2% ของจีดีพี ในขณะที่กำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายไว้ จำนวน 2,900,000 ล้านบาท คิดเป็น 18% ของจีดีพี ดังนั้นจึงกำหนดวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณไว้จำนวน 4.5 แสนล้านบาท คิดเป็น 2.8% ของจีดีพี ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับการขาดดุลในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา โดยรายจ่ายประจำมีสัดส่วนอยู่ที่ 74.2% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งสิ้น และรายจ่ายลงทุนมีสัดส่วน 22.8% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งสิ้น ภาพรวมสัดส่วนงบประมาณระหว่างรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีงบประมาณ 2560

โดยภาพรวมงบประมาณด้านเศรษฐกิจนั้น รัฐยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม การเพิ่มงบประมาณเพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ การดำเนินโครงการขนาดใหญ่จำนวนมาก การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อมเพื่อภายในและต่างประเทศ การส่งเสริมสนับสนุนภาคเอกชนขนาดใหญ่ในการลงทุนภาครัฐและระหว่างประเทศ การเน้นหนักกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นที่เพิ่มขึ้น การพัฒนาศักยภาพการผลิตการเกษตร ด้วยนโยบายทั้งหมดนี้จะถูกขับเคลื่อนต่อไปอย่างต่อเนื่องก้าวเข้าสู่ปีงบประมาณ 2561 ในวันที่ 1 ต.ค. 2560 และหวังว่ารัฐจะใช้งบประมาณไปอย่างเกิดประสิทธิผลและเป็น รูปธรรมชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าที่ผ่านมา รวมทั้งให้ความสำคัญแก่ประชาชนส่วนมาก ผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อมอีกจำนวนมาก ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่เกิดจากนโยบายรัฐ ทุกฝ่ายนั้นรอความหวังให้เกิดขึ้นได้จริง

ขับเคลื่อนประเทศด้วยงบประมาณจากภาษีประชาชน เพื่อประชาชนส่วนใหญ่ต่อไป n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท