posttoday
ช่องว่างรายได้ในสังคมไทย ข้อเท็จจริงและมายาคติ (ตอนที่ 1)

ช่องว่างรายได้ในสังคมไทย ข้อเท็จจริงและมายาคติ (ตอนที่ 1)

16 กันยายน 2553

...สมชัย จิตสุชน/จิราภรณ์ แผลงประพันธ์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

“การพัฒนาเศรษฐกิจ” ของไทยมีรูปแบบคล้ายกับหลายประเทศที่มีการเติบโตเร็ว คือ ใช้ระบบตลาดเป็น หลัก โดยมีภาคเอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก ในขณะที่ภาครัฐก็ทำหน้าที่สนับสนุนอย่างแข็งขันด้วย การจัดหาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ เช่น สร้างถนนหนทาง เขื่อน ไฟฟ้า แหล่งน้ำเพื่อการผลิต รวมทั้งวางรากฐานการบริหารจัดการที่เน้นเสถียร ภาพทางเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงินการคลังที่มีความรอบคอบและรัดกุม

การที่ภาคเอกชนเป็นกลไกขับเคลื่อนหลัก ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการสร้าง “ชนชั้นนายทุน” หรือผู้ประกอบการธุรกิจรายใหญ่ “ผู้นำ” ในการลงทุนสร้างกิจการ หาตลาด สร้างการจ้างงาน และใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ที่ดิน ป่าไม้ ทรัพยากรทางทะเลต่างๆ ซึ่งในเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วนั้น ในช่วงแรกชนชั้นนายทุนก็จะเป็นผู้ได้รับส่วนแบ่งของผลพวงการเติบโตที่มากกว่าคนอื่น อีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับประโยชน์อย่างสูงด้วย คือ เจ้าของที่ดิน และผู้มี “อำนาจ” ในการใช้และจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติ

ส่วนเจ้าของปัจจัยการผลิตประเภทอื่นๆ เช่น แรงงาน ผู้ประกอบการรายย่อย เจ้าของที่ดินผืนเล็กๆ ก็ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเช่นนี้เช่นกัน เนื่องจากมีส่วนร่วมในกระบวนการขยาย ตัวทางเศรษฐกิจในฐานะ “ผู้ตาม” เราเรียกกระบวนการนี้ว่า TrickleDown หรือ “การไหลรินอย่างช้าๆ” ของประโยชน์จากการพัฒนาจากบนลงล่าง

อย่างไรก็ดี “ผู้ตาม” มักได้รับส่วนแบ่งในสัดส่วนที่น้อยกว่า “ผู้นำ” ซึ่งก็สามารถเข้าใจได้ เพราะผู้ตามจะรับภาระความเสี่ยงน้อยกว่าผู้นำ ส่งผลให้การกระจายรายได้ในระยะนี้จึงมีแนวโน้มแย่ลง

ถ้าดูจากสถิติตัวเลข ประเทศไทยจัดว่าเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการลดความยากจน เพราะ สัดส่วนคนจนต่อประชากร (Poverty Incidence) ลดลงค่อนข้างรวดเร็วและต่อเนื่องในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา คือ ลดจากร้อยละ 44.9 ของประชากร ในปี 1986 เหลือร้อยละ 8.1 ในปี 2009

ความยากจนเป็นปัญหาของคนชนบทมากกว่าคนเมือง (ผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาล) ในปี 1986 สัดส่วนคนจนในชนบทเท่ากับร้อยละ 52.6 ของประชากรในชนบท และลดลงมาเหลือ 10.4 ในปี 2009 ในขณะที่สัดส่วนคนจนในเมืองเท่ากับร้อยละ 25.3 ในปี 1986 ลดลงเหลือร้อยละ 3 ในปี 2009 นอกจากนี้ยังกระจุกตัวอยู่ในเขตชนบทของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ร้อยละ 15.2 ในปี 2009) และภาคเหนือ (ร้อยละ 12.7 ในปี 2009)

การที่ความยากจนโดยรวมลดลงค่อนข้างเร็วนั้น เป็นความสำเร็จที่มองในแง่เศรษฐกิจเป็นหลัก โดยเป็นผลพวงจากการที่ระบบเศรษฐกิจไทยเปิดกว้างมากขึ้น (Openness) และมีความยืดหยุ่นสูง ทำให้รายได้เฉลี่ยของคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้คนจนด้านเศรษฐกิจลดลงตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจนี้มิได้กระจายตัวอย่างเท่าเทียมกันดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว ถ้าดูจากดัชนีความเหลื่อมล้ำที่ใช้กันกว้างขวาง คือ สัมประสิทธิ์จินี 1 (Gini Coefficient) ก็มีค่าสูงถึง 0.49 ในปี 2009 ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างสูงมากของโลกประเทศหนึ่งทีเดียว โดยมีระดับใกล้เคียงกับกลุ่มประเทศละตินอเมริกาที่มี “ชื่อเสียง” ในด้านการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกัน

ในทางทฤษฎี เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่องเป็นเวลายาวนานระยะหนึ่ง จะถึงจุดที่ปัจจัยการผลิตที่เป็นของ “ผู้ตาม” เริ่มขาดแคลน และเป็นที่ต้องการมากขึ้น เช่น แรงงานจากภาคเกษตรที่เคยย้ายไปภาคบริการและภาคอุตสาหกรรมมีจำนวนน้อยลง จนไม่พอกับความต้องการของทั้งภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม ทำให้ค่าจ้างเริ่มปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว การไหลรินของประโยชน์จากการพัฒนาที่เคยเป็นไปอย่างช้าๆ ก็จะเร่งเร็วขึ้น และอาจเร็วมากพอที่จะทำให้การกระจายรายได้เริ่มดีขึ้น ตัวอย่างเช่นที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น และในกลุ่มประเทศยุโรป

หากกระบวนการพัฒนาเป็นเพียงเช่นที่กล่าวมาข้างต้น ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าช่องว่างระหว่างคนรวย คนจนที่เกิดขึ้น มีความเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม เพราะมีเหตุตามธรรมชาติหลายประการที่ทำให้คนมีรายได้ไม่เท่ากัน การกล่าวหาว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยที่ผ่านมาตลอดเป็น “ความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง” จึงมีส่วนที่เป็น “มายาคติ” อยู่ไม่น้อย เป็นมายาคติเพราะไม่สนใจข้อเท็จจริงของความจำเป็นในการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะแรก

การกล่าวอ้างถึงสงครามชนชั้น โดยใช้ความไม่เป็นธรรมที่สืบเนื่องจากช่องว่างระหว่างคนรวย คนจน เป็นปฐมเหตุเมื่อไม่นานมานี้ จึงขาดน้ำหนักและเป็นมายาคติ

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ