เจฟินเทค S-Curve ตัวที่3ดัน เจมาร์ทโต
บงกชรัตน์ สร้อยทอง "อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท (JMART) ตอกย้ำมาตลอดว่าวันหนึ่งจะสร้างแบรนด์ "JMART" ซึ่งเดิมเป็นแค่บริษัทตัวแทนจำหน่ายสินค้าโทรมือถือ มาเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งจนเป็นโฮลดิ้งที่พร้อมลุยและบุกทุกธุรกิจที่มีโอกาสให้เกิดกลยุทธ์ระหว่างบริษัทลูก
บงกชรัตน์ สร้อยทอง
"อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท (JMART) ตอกย้ำมาตลอดว่าวันหนึ่งจะสร้างแบรนด์ "JMART" ซึ่งเดิมเป็นแค่บริษัทตัวแทนจำหน่ายสินค้าโทรมือถือ มาเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งจนเป็นโฮลดิ้งที่พร้อมลุยและบุกทุกธุรกิจที่มีโอกาสให้เกิดกลยุทธ์ระหว่างบริษัทลูก
ล่าสุดได้เปิดตัวบริษัท เจ ฟินเทค (J Fintech) อย่างเป็นทางการ และหวังว่า "เจ ฟินเทค" นี้จะเป็นบริษัทลูกแห่งที่ 3 ที่จะสร้าง S-curve ให้เจมาร์ทเติบโตก้าวกระโดดช่วง 5 ปีหลังจากนี้รายได้เติบโตเฉลี่ยปีละ 30% จากที่ 2 ตัวแรกที่สร้างรายได้ให้บริษัทอย่างก้าวกระโดดคือ ธุรกิจมือถือ และ JMT
เดิมทีเจ ฟินเทคเป็นบริษัทลูกที่อยู่ภายใต้บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT) บริษัทติดตามหนี้และบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ ผ่านมา2 ปี เจ ฟินเทคยังขาดทุน ปีที่ผ่านมาขาดทุน 150 ล้านบาท
วันนี้ พร้อมจะเปิดตัว เพราะทั้งเจ ฟินเทคเอง และ JMT จะกลายเป็นบริษัทที่แข็งแกร่ง โดยมีภาพการเป็นบริษัทบริหารหนี้ที่ชัดเจนและไม่ต้องรับผลขาดทุนแล้ว
บทบาทเจฟินเทค วันนี้ฉายภาพชัดเจนด้วยการเปิดตัว J Money สินเชื่อ แฮปปี้เงินก้อนผ่อนสบาย โดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ให้บริการกับลูกค้าเพื่อเข้าถึงสินเชื่อได้หลายช่องทาง ตามบริษัทลูกในเครือต่างๆ ของ JMART และพันธมิตร ตั้งแต่จำนวนสาขากว่า 200 แห่งของ JMART เป็นที่ชำระหน้าร้านของ J Money รวมถึงอีกกว่า 183 สาขาของบริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย (SINGER) อีกทั้งตัวแทนจำหน่ายของซิงเกอร์ที่มีนับหมื่นรายอีก การเข้าถึงในลูกค้าต่างจังหวัดซิงเกอร์มีศักยภาพและเข้าถึงลูกค้าได้มาก ลงรายละเอียดระดับอำเภอ หรือ JMT จะเกิดกลยุทธ์คือสามารถใช้วิธีการในการโทรศัพท์ (เทเล) หรือคอลเซ็นเตอร์ที่มีอยู่ในการให้บริการ
"ปีนี้เจ ฟินเทคจะมีผลประกอบการเป็นบวก ก่อนที่จะเริ่มมีบทบาทสำคัญในการสร้างสัดส่วนรายได้ให้กับ JMART ปี 2561 เป็นต้นไปประมาณ 5-10% จากปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากบริษัทจะมาจากการจำหน่ายโทรมือถือ 80% มาจาก JMT 15% และที่เหลือ มาจาก SINGER และบริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท (J) ซึ่งอนาคตสัดส่วนรายได้ของมือถือจะลดลง แต่กำไรไม่ลด สำหรับสัดส่วนรายได้จาก JMT SINGER J มีแต่จะเพิ่มขึ้น"
"อดิศักดิ์" เล่าว่า อนาคตการทำธุรกิจจะสนุกสนานมากขึ้นเพราะจะเกิดการเชื่อมโยงข้ามกันไปมา บริษัทลูกของเจมาร์ททั้งหมดจะเกิดกลยุทธ์ระหว่างกันมากขึ้น ที่สำคัญยังเกิดการใช้และร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ซึ่งแต่ละแห่งก็มีลูกค้าอยู่ในมือจำนวนไม่น้อย สุดท้ายช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน จนเกิดการประหยัดต้นทุนต่อขนาดได้อย่างดี
นอกจากนั้น ยังเรียกได้ว่า ในด้านธุรกิจมีการบริการตั้งแต่ต้นน้ำคือเปิดบริการจำหน่ายโทรมือถือ กลางน้ำคือยังมีสินเชื่อไว้สำหรับเพื่อซื้อสินค้าโทรมือถือหรือเทคโนโลยีอื่น และขณะเดียวกันก็มีธุรกิจติดตามหนี้อีก ซึ่งถือว่า "ครบวงจร"
เป้าหมายของเจ ฟินเทคคงไม่อยู่เพียงเท่านี้ เพราะหัวเรือใหญ่ "อดิศักดิ์" บอกว่า วันนี้เจ ฟินเทคมีความคล้ายกับ JMT เมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา ที่เริ่มต้นจากบริษัทติดตามหนี้ปกติ จนสามารถขึ้นแท่นเป็นอันดับ 1 ของบริษัทด้านนี้ และคงไม่ผิดที่เขาจะตั้งเป้าหมายในระยะยาวที่จะให้เจ ฟินเทคเป็นเบอร์หนึ่งในการบริการสินเชื่อส่วนบุคคลแบบเต็มรูปแบบ 360 องศา ของผู้ประกอบการที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นันแบงก์) และในไตรมาส 4 เจ ฟินเทค จะเพิ่มธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ โดยอยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
ปีนี้ตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อเจ ฟินเทคจะเติบโตมาอยู่ที่ 3,500 ล้านบาท และจำนวนลูกค้าเพิ่มเป็น 1.8 แสนราย จากปัจจุบันบริษัทมีพอร์ตสินเชื่อคงค้างที่ 2,600 ล้านบาท และลูกค้า 1.2 แสนราย และมีแผนนำเจ ฟินเทคเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ปี 2561 ซึ่งได้บริษัทที่ปรึกษาทางการเงินอย่างตั้งบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ที่อยู่ระหว่างการเตรียมทำคำเสนอรายการ (ไฟลิ่ง) เมื่อเจ ฟินเทคเข้ามาก็คาดว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ของทั้งกลุ่มให้มากกว่าระดับปัจจุบันที่มีกว่า 2 หมื่นล้านบาท
เจ ฟินเทคมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว 1,200 ล้านบาท JMART ถือหุ้น 90% และ JMT 10% ปีนี้ตั้งเป้าหมายรายได้เติบโต 30% จากปีก่อนที่มีรายได้ 260 ล้านบาท และแม้จะมีการเปิดตัวโครงการ J Money ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันก็เชื่อว่าจะไม่ทำให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของบริษัทเพิ่มกว่านโยบายที่ตั้งไว้ 4-5% แม้ปัจจุบันเอ็นพีแอล อยู่ที่ 5% ก็ตาม เพราะเชื่อว่าภาพรวมของเศรษฐกิจไทยเริ่มมีเสถียรภาพ อีกทั้งผลที่เกิดขึ้นในเชิง กลยุทธ์ระหว่างบริษัทลูกด้วยกันไม่น่าทำให้เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นมากกว่านี้
สำหรับงบลงทุน JMART ปีนี้ 6,000 ล้านบาท ใช้ในเจ ฟินเทค 50% ซึ่งจะเน้นการปล่อยกู้เป็นหลัก ส่วนแผนการใช้เงินในอนาคตระยะใกล้ก็มีการออกใบสำคัญแสดงสิทธิ (วอร์แรนต์) รองรับการลงทุน 2 ปี และมีการออกหุ้นกู้ไว้อีก แม้ตอนนี้ JMART ขอพักยกซื้อกิจการเอาไว้ก่อน แต่หากบริษัทลูกมีความแข็งแกร่งกว่านี้เชื่อว่า อนาคต JMART โฮลดิ้งคงไม่ได้หยุดแค่ที่ J Fintech เป็นแน่


