posttoday
MSC ยกเครื่อง ปั้นโซลูชั่นพรินติ้ง สู้ศึกยุคดิจิทัล 4.0

MSC ยกเครื่อง ปั้นโซลูชั่นพรินติ้ง สู้ศึกยุคดิจิทัล 4.0

21 มิถุนายน 2560

วันเพ็ญ พุทธานนท์ยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงพัฒนารวดเร็ว การมาถึงของเทคโนโลยีใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอะนาลิติกส์ บิ๊กดาต้า คลาวด์ ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวรับมือ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านของระบบนิเวศธุรกิจจากโลกอะนาล็อกไปสู่โลกดิจิทัล

วันเพ็ญ พุทธานนท์

ยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงพัฒนารวดเร็ว การมาถึงของเทคโนโลยีใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอะนาลิติกส์ บิ๊กดาต้า คลาวด์ ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวรับมือ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านของระบบนิเวศธุรกิจจากโลกอะนาล็อกไปสู่โลกดิจิทัล

ธงชัย หล่ำวีระกุล ผู้อำนวยการกลุ่ม ผลิตภัณฑ์วัสดุสิ้นเปลือง บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น (MSC) เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ทำให้กลุ่มผลิตภัณฑ์วัสดุสิ้นเปลือง หรือออฟฟิศ ซัพพลายส์ กรุ๊ป ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ของกลุ่มธุรกิจหลักบริษัท เมโทรซิสเต็มส์ ต้องปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจครั้งใหญ่เพื่อ ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการรองรับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป

ดังนั้น นับจากวันที่ 1 ส.ค. 2560 เป็นต้นไป ธุรกิจกลุ่มออฟฟิศ ซัพพลายส์ กรุ๊ป จะรีแบรนด์ครั้งใหญ่เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ด้วยการเปลี่ยนชื่อเป็น ดิจิทัล พรินติ้ง กรุ๊ป หรือดีพีจี โดยปรับรูปแบบธุรกิจใหม่จากการซื้อมาขายไป เป็นการให้บริการโซลูชั่นงานพิมพ์ครบวงจร และเพิ่มการบริการเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและผลกำไรให้กับบริษัทในอนาคต

"ธุรกิจกลุ่มซัพพลายส์หรือวัสดุ สิ้นเปลือง ตกอยู่ในสภาพทรงตัวมา 3-4 ปี เนื่องจากสภาพตลาดเปลี่ยนแปลงไป ความต้องการของลูกค้าเปลี่ยน เช่น จากเดิมที่ซื้อหมึกพิมพ์สต๊อกไว้สำหรับธุรกิจ เปลี่ยนเป็นมองว่าไม่ต้องการสต๊อกสินค้าเพื่อลดต้นทุนการจัดการ ความต้องการซื้อเครื่องพรินติ้งลดลงมาเป็นการเช่าซื้อ หรือเช่าใช้ เพื่อควบคุมต้นทุนและลดค่าใช้จ่าย"

แนวโน้มที่เกิดขึ้น ทำให้บริษัทมองเห็นโอกาสทางการตลาด จึงเริ่มปรับการดำเนินธุรกิจของกลุ่มวัสดุสิ้นเปลือง จากเดิมเน้นการขายบิ๊กล็อตพรินเตอร์และหมึกพิมพ์มาเป็นการเสนอโซลูชั่นใน 3 รูปแบบสำหรับลูกค้าองค์กร นั่นคือการซื้อ พรินเตอร์และหมึกพิมพ์ซึ่งเป็นรูปแบบเดิม และเพิ่มเติมข้อเสนออีก 2 รูปแบบ ได้แก่ การติดตั้งเครื่องพรินเตอร์ให้โดยลูกค้าต้องเซ็นสัญญาสั่งซื้อหมึกพิมพ์จากบริษัทเป็นระยะเวลา 3 ปี และรูปแบบการเช่าใช้เครื่องพรินเตอร์จากบริษัทเป็นรายเดือนหรือรายปี

การปรับโซลูชั่นการให้บริการลูกค้า จะส่งผลให้ลูกค้าสามารถควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายได้ สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันที่องค์กรธุรกิจให้ความสำคัญกับดัชนีชี้วัดต้นทุนของระบบงาน หรือ Total cost of ownership : TCO เพื่อตัดสินใจเลือกซื้อได้อย่างคุ้มค่าที่สุด

นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับแนวโน้มสถานที่ทำงานยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญใน 2 ส่วน คือ Workforce คนทำงานที่เป็นคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะคนยุคมิลเลนเนียลที่ต้องการทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา สถานที่ทำงานต้องตอบโจทย์ และ Workplace ซึ่งสถานที่ทำงานจะมีขนาดเล็กลง และเปิดกว้างมากขึ้น

"ธุรกิจยุคใหม่ต้องการเน้นออนดีมานด์หรือตามการใช้จริงมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนและควบคุมค่าใช้จ่าย บริษัทจึงมองว่าการเสนอสินค้าในรูปแบบโซลูชั่นตอบสนองความต้องการใช้งานจริงของลูกค้าจะตอบโจทย์ของลูกค้าได้ตรงจุด ขณะที่การเพิ่มส่วนบริการให้ลูกค้าจะเป็นการเพิ่มผลกำไรให้บริษัทด้วย จึงเป็นโมเดลธุรกิจที่วิน-วิน ทั้งบริษัทและลูกค้ารวมถึงคู่ค้า"

ขณะเดียวกันบริษัทยังได้พันธมิตรที่ดี อย่างเอชพี อิงค์ ที่วางใจให้บริษัทเป็น ตัวแทนจำหน่ายเครื่องพิมพ์เอชพี เพจไวด์(HP Pagewide) อย่างต่อเนื่อง หลังจากเริ่มให้บริการเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา และมีการทำงานร่วมกันในการปรับโมเดลธุรกิจของบริษัท โดยจากนี้บริษัทจะนำ เครื่องพิมพ์เอชพี เพจไวด์ ทุกแพลตฟอร์มเข้ามาให้บริการเต็มรูปแบบ ทั้ง A4, A3, A0 รวมถึงเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ หรือ 3D ที่คาดว่าจะเริ่มนำเข้ามาให้บริการได้ประมาณไตรมาส 3 ของปีนี้

ปัจจุบันเทคโนโลยีการพิมพ์ที่เป็นตลาดอิงค์เจ็ตประมาณ 60% และตลาดเลเซอร์ 40% แต่จากการที่ตลาดเลเซอร์เน้นกลุ่มลูกค้าผู้ใช้ทั่วไปเพราะราคาถูก ขณะที่อิงค์เจ็ตเน้นภาคธุรกิจที่ต้องการคุณภาพแต่ราคาสูง ทำให้เอชพีมองเห็นโอกาสนำเสนอเครื่องพิมพ์เอชพี เพจไวด์ ที่จะเข้ามาเจาะตลาดระหว่างเครื่องอิงค์เจ็ตและเลเซอร์ โดยเน้นคุณภาพใกล้เคียงเลเซอร์ต้นทุนใกล้เคียงอิงค์เจ็ต ซึ่งเชื่อว่าเป็นช่องว่างที่ทำให้บริษัทเข้ามาทำตลาดได้

สำหรับกลุ่มวัสดุสิ้นเปลืองได้เริ่มบุกเบิกธุรกิจงานพิมพ์เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมาร่วมกับเอชพี จากการซื้อมาขายไป แต่เมื่อภาพธุรกิจเปลี่ยน ความต้องการลูกค้าเปลี่ยน จึงปรับโซลูชั่นธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะการเพิ่มมูลค่าธุรกิจจากการนำเสนอโซลูชั่นและการให้บริการ ซึ่งคาดว่าจะเป็นส่วนผลักดันให้ผลกำไรในการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น และจะส่งผลให้ธุรกิจการพิมพ์จะทำรายได้ถึง 50% จากรายได้ในกลุ่มธุรกิจดิจิทัล พรินติ้ง กรุ๊ป ภายใน 5 ปีนับจากนี้

ขณะที่จากรายได้รวมของบริษัท เมโทรซิสเต็มส์ฯ ในปี 2559 ที่ผ่านมาอยู่ที่กว่า 7,600 ล้านบาท จาก 3 กลุ่ม ธุรกิจหลัก คือ 1.ด้านฮาร์ดแวร์ ได้แก่ เซิร์ฟเวอร์ สตอเรจ ฯลฯ 2.ด้านซอฟต์แวร์โซลูชั่นและบริการ และ 3.ด้านวัสดุสิ้นเปลือง ซึ่งจะเปลี่ยนชื่อเป็น ดิจิทัล พรินติ้ง กรุ๊ป โดยทั้ง 3 กลุ่มสร้างสัดส่วนรายได้เท่าๆ กัน

อย่างไรก็ตาม หลังจากรีแบรนด์กลุ่มวัสดุสิ้นเปลืองเป็นกลุ่มดิจิทัล พรินติ้ง กรุ๊ป ในเดือน ส.ค.นี้ และวางแผนธุรกิจชัดเจนดังกล่าว เชื่อว่าจะส่งผลให้ธุรกิจกลุ่มนี้เป็นเรือธงในการสร้างผลกำไรให้บริษัท โดยวางเป้าหมายเติบโตปีละ 25% ต่อเนื่องภายใน 3 ปีนับจากนี้ หรือจนถึงปี 2020 โดยเฉพาะผลกำไรจากการให้บริการโซลูชั่นการพิมพ์ครบวงจร จากรายได้กลุ่มนี้อยู่ที่ 2,200 ล้านบาท ในปี 2559 ที่ผ่านมา

ธงชัย กล่าวอีกว่า บริษัทยังมีความได้เปรียบจากฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่กว่า 9,000 บริษัท ในจำนวนนี้เป็นบริษัทเอกชน ถึง 7,000 ราย ซึ่งในจำนวนนี้ปัจจุบันเข้ามาใช้บริการธุรกิจโซลูชั่นพรินติ้งแล้ว 20% และตั้งเป้าจะขยายฐานลูกค้ากลุ่มนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะเน้นไปที่ กลุ่มสถาบันการเงิน สถานศึกษา ธุรกิจยานยนต์ กลุ่มเพื่อสุขภาพ เป็นต้น

สิ่งที่เป็นความท้าทายของกลุ่มธุรกิจการพิมพ์นับจากนี้ คือ การต่อสู้กับความเชื่อเดิมของลูกค้าว่าเครื่องพิมพ์เลเซอร์ดีที่สุด เพราะในความเป็นจริงมีสินค้าที่พัฒนาขึ้นมาเทียบเคียงได้ภายใต้ต้นทุนที่ถูกกว่า จึงต้องเน้นให้ ลูกค้าตระหนักถึงการควบคุมต้นทุนซึ่งเป็นปัจจัยชี้วัดความสำเร็จทางการแข่งขันที่สำคัญในโลกธุรกิจปัจจุบัน

ก้าวใหม่ของธุรกิจวัสดุ สิ้นเปลืองบริษัท เมโทรซิสเต็มส์ฯ หรือชื่อใหม่คือ กลุ่มดิจิทัล พรินติ้งกรุ๊ป จะใช้กลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง การให้ บริการเพื่อเพิ่มมูลค่า และการตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างตรงจุดด้วยกลยุทธ์คัสโตไมเซชั่น เป็นปัจจัยนำไปสู่เป้าหมายที่วางไว้

ที่สำคัญคือ สามารถยืนหยัดอยู่บนโลกธุรกิจในยุคดิจิทัลได้อย่างแข็งแกร่งต่อไป n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท