posttoday
สภามหาวิทยาลัย‘บริหารการศึกษา’หรือ‘ตรายาง’

สภามหาวิทยาลัย‘บริหารการศึกษา’หรือ‘ตรายาง’

26 มิถุนายน 2560

ศ.ดร.โกวิท พวงงามัวข้อบทความเรื่อง สภามหา วิทยาลัย "บริหารการศึกษา" หรือ "ตรายาง" ดัดแปลงและประยุกต์มาจากการแสดงปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ "มายาคติในอุดมศึกษา" ของศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2560 ที่ตึกโดม ห้องประชุมปัญญาธรรมศักดิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ศ.ดร.โกวิท พวงงาม

ัวข้อบทความเรื่อง สภามหา วิทยาลัย "บริหารการศึกษา" หรือ "ตรายาง" ดัดแปลงและประยุกต์มาจากการแสดงปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ "มายาคติในอุดมศึกษา" ของศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2560 ที่ตึกโดม ห้องประชุมปัญญาธรรมศักดิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทั้งนี้ เพราะวันที่ 27 มิ.ย.ของทุกปีและย้อนหลังไปเมื่อ 83 ปี (2477) ถือเป็นวันก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือวันที่ 27 มิ.ย. เป็นวันธรรมศาสตร์ โดย ปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้ประสาทการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีปรัชญาของมหาวิทยาลัย ว่า มหาวิทยาลัยย่อมอุปมาประดุจบ่อน้ำบำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความรู้ อันเป็นสิทธิ และโอกาสที่เขาควรมีควรได้ตามหลักเสรีภาพของการศึกษา

จึงทำให้วันที่ 27 มิ.ย.ของทุกปีเป็นวันที่มีความสำคัญและมีความหมายสำหรับธรรมศาสตร์ ที่ทุกคนระลึกถึงและทำให้วันนี้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้จัดกิจกรรมในหลากหลายรูปแบบ

สำหรับวันที่ 27 มิ.ย. 2560 ที่ผ่านมา มีความพิเศษที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มอบรางวัลกีรตยาจารย์ แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.สุรพล "กีรตยาจารย์ แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" ให้เป็นกีรตยาจารย์ในสาขาสังคมศาสตร์ ซึ่งเป็นรางวัลที่ยกย่องแก่อาจารย์ผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ครูและนักวิชาการที่ดี เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน ทั้งด้านการสอน การวิจัย เป็นผู้มีคุณธรรมและจริยธรรมอันเป็นแบบอย่างเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศ และมหาวิทยาลัยก็ได้เชิญให้ปาฐกถานำในหัวข้อ "มายาคติในอุดมศึกษา" ดังที่ผมได้กล่าวมาข้างต้น

ผมได้มีโอกาสไปนั่งฟังปาฐกถา ในหัวข้อ "มายาคติในอุดมศึกษา" ซึ่งได้มีเนื้อหาสาระอันถือว่าเป็นประโยชน์ต่อวงการอุดมศึกษาในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเกี่ยวกับการบริหารมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับการให้สติผู้กำหนดนโยบายของรัฐที่จะต้องเข้าใจว่าการบริหารสถาบันอุดมศึกษา หรือมหาวิทยาลัยได้ดำเนินการบริหาร "เป็นการบริหารในรูปของคณะกรรมการ" โดยเฉพาะกรรมการสภามหาวิทยาลัยเป็นผู้มีอำนาจ ซึ่งมีความแตกต่างไม่เหมือนกับการบริหารกระทรวง กรม และส่วนราชการต่างๆ ที่มีรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดีกรม ในฐานะผู้บังคับบัญชาตามระบบราชการ และศาสตราจารย์ ดร.สุรพล ยังเตือนให้ระวังการดำริที่จะจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษา อาจจะไปเข้าทางการทำให้สถาบันมีการบริหารแบบระบบราชการมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เป็นการบริหารมหาวิทยาลัย

นอกจากนี้ มีประเด็นอื่นๆ อีกมากมายที่ก่อให้เกิดแง่คิดและสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นอย่างดี และในที่นี้มีแง่คิดหนึ่งที่สำคัญที่นำมาเขียนบทความโดยดัดแปลงมาเป็นบทความ ซึ่งให้แง่คิดว่า สถาบันอุดมศึกษาต้องให้ความสำคัญกับสภามหาวิทยาลัย

ทั้งนี้ เพราะสภามหาวิทยาลัยถือเป็นองค์กรสูงสุดในการบริหารมหาวิทยาลัย ที่จะต้องตัดสินใจเกี่ยวกับภารกิจของมหาวิทยาลัยในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านการจัดการศึกษา ตั้งแต่การอนุมัติหลักสูตรการศึกษาสาขาวิชาการต่างๆ มาตรฐานการศึกษาของมหาวิทยาลัย มาตรฐานของหลักสูตร คุณสมบัติของคณาจารย์ การให้ตำแหน่งทางวิชาการ ที่สำคัญสภามหาวิทยาลัยต้องลงมติแต่งตั้ง "อธิการบดี" และ "คณบดี" เป็นต้น

ผมจึงเห็นว่าศาสตราจารย์ ดร.สุรพล ได้ให้ความสำคัญกับสภามหาวิทยาลัยที่ต้องทำหน้าที่ในฐานะเป็นองค์กรบริหารมหาวิทยาลัย เพราะสภามหาวิทยาลัยเป็นที่รวมของคณะกรรมการที่มาจากผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาการต่างๆ จึงถือว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถที่จะกำกับดูแลให้สถาบันอุดมศึกษาเป็นไปตามเป้าหมายภารกิจ ในประการนี้เองกรรมการสภามหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่เป็นเพียงที่ปรึกษา แต่ต้องทำหน้าที่ให้สถาบันอุดมศึกษาดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายและเป้าหมาย และหากว่าการดำเนินการของผู้บริหารมหาวิทยาลัย (อธิการบดี) ไม่ได้ดำเนินการไปตาม เป้าหมายและนโยบายที่ว่าไว้ สภามหาวิทยาลัยอาจจะถึงขั้นยุบคณะ หรือสาขาวิชาก็ทำได้ หรืออาจจะต้องมีมติถอดถอนอธิการบดีหรือคณบดีก็ได้ หรือกำกับดูแลเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามนโยบาย ทิศทางของมหาวิทยาลัย และต้องบริหารให้มีธรรมาภิบาล

แต่ในทางกลับกันหากสภามหาวิทยาลัยเพียงทำหน้าที่แค่ให้คำปรึกษา หรือให้คำแนะนำและที่สำคัญหากสภามหาวิทยาลัยปล่อยให้อธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาบริหารไปโดยอิสระและอาจมีอำนาจเหนือ สภามหาวิทยาลัย ก็อาจจะทำให้เกิดมายาคติขึ้นในสถาบันอุดมศึกษาได้ ทั้งนี้เพราะกรรมการสภามหาวิทยาลัยส่วนหนึ่งได้รับการคัดเลือก แต่งตั้งมาจากกลุ่มของอธิการบดี หรือเข้ามาโดยระบบอุปถัมภ์ค้ำชูของบุคคลที่มีอิทธิพลอยู่ในมหาวิทยาลัยนั้นๆ ก็จะทำให้สภามหาวิทยาลัยเป็นเพียง "สภามหาวิทยาลัยตรายาง" ซึ่งส่วนหนึ่งอยู่ภายใต้อาณัติกำกับโดยอธิการบดี

สภามหาวิทยาลัยตรายาง หมายถึง สภามหาวิทยาลัยที่ปล่อยปละละเลย ไม่ได้กำกับดูแลผู้บริหาร และปล่อยให้อธิการบดีบริหารงานไปโดยอิสระ หรือสภามหาวิทยาลัยได้กลายเป็นเครื่องมือของผู้บริหารนั้นๆ ไป ซึ่งเข้าใจว่ามหาวิทยาลัยส่วนหนึ่งก็ดำรงอยู่ในสภาวะเช่นนี้

ผมจึงเข้าใจว่าสภามหาวิทยาลัยในหลายแห่งของสถาบันอุดมศึกษา จึงไม่ได้ทำหน้าที่ในฐานะที่เป็นองค์กรบริหารมหาวิทยาลัยตามทัศนะของศาสตราจารย์ ดร.สุรพล ซึ่งผมก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่าสภามหาวิทยาลัยต้องทำหน้าที่กำกับดูแลนโยบายทิศทางของมหาวิทยาลัยตามที่อธิการบดีได้เสนอต่อสภามหาวิทยาลัยและกำหนดเป้าหมายอนาคตมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะการควบคุมกำกับมาตรฐานของมหาวิทยาลัยให้ได้คุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรที่เปิดการเรียนการสอนในสาขาวิชาต่างๆ การรับอาจารย์ที่จะต้องคำนึงถึงคุณวุฒิ คุณภาพ มาตรฐานทางวิชาการ และการทำวิจัย เป็นต้น

ผมได้ฟังปาฐกถาของศาสตราจารย์ ดร.สุรพล แล้วถือว่าเป็นการให้สติแก่การบริหารมหาวิทยาลัยที่น่าจะเป็นแนวทางที่ ถูกต้อง ประกอบกับจะเป็นประโยชน์แก่สภามหาวิทยาลัยในสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่ง เพื่อจะทำให้คลี่คลายปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น และทำให้สถาบันอุดมศึกษามีการ ยกระดับที่สูงขึ้น เมื่อกรรมการสภามหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็นองค์กรบริหารการศึกษาในสภาบันอุดมศึกษาอย่างแท้จริง n

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล