
ปรับองศาการเงินให้ถูกต้อง ตั้งแต่เริ่มทำงาน
จักรพงษ์ เมษพันธ์ูTHE MONEY COACH่ากันว่าคนเราแม้จะมีจุดเริ่มต้นเดียวกัน แต่หากมีวิธีคิดที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย เส้นทางชีวิตของพวกเขาก็จะเริ่มเบนออกห่างจากกัน เป็นสัดส่วนกับจำนวนรอบของเข็มนาฬิกาที่หมุนเวียนเปลี่ยนไป และยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร ความแตกต่างก็จะยิ่งชัดเจนมากเท่านั้น
จักรพงษ์ เมษพันธ์ูTHE MONEY COACH
่ากันว่าคนเราแม้จะมีจุดเริ่มต้นเดียวกัน แต่หากมีวิธีคิดที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย เส้นทางชีวิตของพวกเขาก็จะเริ่มเบนออกห่างจากกัน เป็นสัดส่วนกับจำนวนรอบของเข็มนาฬิกาที่หมุนเวียนเปลี่ยนไป และยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร ความแตกต่างก็จะยิ่งชัดเจนมากเท่านั้น
ต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงของคนสองคนที่เริ่มทำงาน ... ด้วยองศาที่แตกต่าง
นายเอ ... ใช้ชีวิตของตัวเองเต็มพิกัด จับจ่ายเพื่อความสุขอย่างเต็มที่ เขาใช้สลิปเงินเดือนเปิดบัตรเครดิต 2 ใบ และสินเชื่อส่วนบุคคลอีก 1 รายการ ตั้งแต่ 3 เดือนแรกนับจากเริ่มทำงาน
เวลาผ่านไป 1 ปี เอแทบไม่มีเงินเหลือเก็บ จะมีก็แต่เงินสำรองเลี้ยงชีพที่บริษัทหักสะสมไว้ให้
นายบี ... ตั้งปณิธานกับตัวเองว่า จะเก็บเงินให้ได้วันละ 80 บาท เพื่อสะสมไว้เผื่อใช้ฉุกเฉินและลงทุน เมื่อทำงานได้ครบ 6 เดือน เขาใช้สลิปเงินเดือนกู้ซื้อคอนโดขนาดย่อม ราคา 3 แสนบาท 3 หลัง เพื่อปล่อยให้เช่า สร้างกระแสเงินสดบวก 3,000 บาท เพิ่มเป็นรายได้ของตัวเอง
1 ปี ผ่านไป บีมีเงินเก็บครึ่งแสน พร้อมกับทรัพย์สินให้เช่าอีก 3 แห่ง
ผ่านพ้นปีที่ 5 ของการทำงาน ...
แม้เงินเดือนจะเพิ่มขึ้น แต่เอก็ยังไม่มีเงินเก็บเหมือนเดิม บัตรทุกใบแทบเต็มวงเงิน จนต้องเปิดบัตรเพิ่ม แถมยังใช้โบนัสที่ได้ปลายปีดาวน์รถยนต์คันแรกให้ตัวเอง ทันทีที่ได้โปรโมชั่นจากรัฐบาล
ในขณะที่บีมีทั้งเงินเก็บจากเงินเดือน โบนัส และส่วนต่างค่าเช่าร่วมๆ 4 แสนบาท ในปลายปีที่ 5 นี้ บีตัดสินใจขายคอนโดทั้ง 3 ห้อง ได้กำไรจากส่วนต่างมาสมทบเพื่อลงทุนอีกเกือบ 3 แสนบาท
ด้วยสลิปเงินเดือนที่แพงขึ้น และเครดิตทางการเงินที่สั่งสมมา 5 ปี สร้างโอกาสให้บีลงทุนอสังหาฯ รอบใหม่อีกครั้ง ด้วยโมเดลเดิม แต่มูลค่าของทรัพย์สินเพิ่มขึ้น
เขาใช้สลิปเงินเดือนกู้ซื้อบ้านเช่า 2 หลัง ราคาหลังละ 1 ล้านบาทเศษ เก็บค่าเช่าหักค่าผ่อนชำระธนาคาร ได้กำไรรวม 1 หมื่นบาท/เดือน โดยที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนของตัวเองเลย
นอกจากนี้ เงิน 80 บาท/วัน ที่ดูเหมือนเล็กน้อย ปัจจุบันเขาหักเก็บเพิ่มเป็น 100 บาท/วัน และนำไปลงทุนในกองทุนรวมหุ้นไว้ทุกเดือน โดยตั้งใจว่าจะใช้เป็นกองทุนสำหรับเกษียณอายุของตัวเอง
จุดเริ่มต้นเดียวกัน ทรัพยากรที่เท่ากัน พาชีวิตทั้งคู่เบนออกห่างจากกันอย่างสิ้นเชิง น่าสนใจว่า อีก 5 ปีต่อจากนี้ ... เรื่องราวของทั้งสองคนจะเป็นอย่างไร
ถ้าวิธีคิดยังเป็นแบบเดิม ผมเชื่อเหลือเกินว่าทุกท่านเดาคำตอบของคำถามนี้ได้ไม่ยาก
เรื่องเล่าในชีวิตจริงข้างต้น คือ เครื่องยืนยันถึงความสำคัญของวิธีคิด หรือ Mindset ทางการเงินได้เป็นอย่างดี
คนที่มีความรู้ทางการเงิน มีวิธีคิดที่ถูกต้อง รู้จักอดทนรอคอยความสำเร็จ ย่อมได้รับผลลัพธ์ในบั้นปลายที่น่า ชื่นใจด้วยกันทั้งสิ้น
ในขณะที่คนซึ่งมีวิธีคิดทางการเงินที่สะเปะสะปะ อยากรวย แต่รักสบาย ก็คงยากที่จะทำได้เหมือนกับที่บีทำ
ทุกครั้งที่เดินสายไปบรรยายให้กับน้องๆ ว่าที่บัณฑิตตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ผมมักจะบอกกับพวกเขาเสมอว่า "10 ปีแรกของการทำงาน คือ ตัวกำหนดอนาคตทางการเงินของคนเราในอนาคต"
ถ้า 10 ปีที่ว่านี้ ผ่านไปด้วยความว่างเปล่า ไม่ได้สะสมอะไรให้ตัวเองเลย ไม่ว่าจะเป็นความรู้ความสามารถในงาน ประสบการณ์ หรือความมั่งคั่ง
คุณก็คงเดาชีวิตตัวเองในอีก 40-50 ปี ได้ไม่ยาก
แต่ตรงกันข้าม หากน้องๆ ใช้ช่วงเวลาสำคัญนี้ สร้างความรู้สั่งสมประสบการณ์ และสะสมความมั่งคั่งไว้เป็นพื้นฐานอย่างเพียงพอ
ชีวิตของน้องก็จะได้รับรางวัลที่คุ้มค่า และควรคู่กับความตั้งใจและพยายามดีๆ กับชีวิต
เริ่มให้ถูกต้อง ก้าวเดินด้วยความอดทน การตัดสินเรื่องใดๆ ในชีวิต ต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
และเมื่อน้องเดินมาไกลมากพอ ... น้องจะเริ่มเห็นองศาที่แตกต่าง
เมื่อถึงวันนั้น น้องจะขอบคุณตัวเองที่คิดและเดินถูกต้องตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว







