posttoday
ปิดฉากถุงลม ‘ทากาตะ’

ปิดฉากถุงลม ‘ทากาตะ’

25 มิถุนายน 2560

นันทิยา วรเพชรายุทธิดตำนานไปเรียบร้อยโรงเรียนญี่ปุ่นแล้วเมื่อวานนี้สำหรับ "ทากาตะ" บริษัทผู้ผลิตถุงลมนิรภัยรายใหญ่ที่สุดในแดนปลาดิบ ที่ยื่นล้มละลายต่อศาลในสหรัฐและญี่ปุ่น จากกรณีถุงลมนิรภัยมรณะที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 17 คน นำไปสู่การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย และการเรียกคืนรถยนต์หลายล้านคันทั่วโลก

นันทิยา วรเพชรายุทธ

ิดตำนานไปเรียบร้อยโรงเรียนญี่ปุ่นแล้วเมื่อวานนี้สำหรับ "ทากาตะ" บริษัทผู้ผลิตถุงลมนิรภัยรายใหญ่ที่สุดในแดนปลาดิบ ที่ยื่นล้มละลายต่อศาลในสหรัฐและญี่ปุ่น จากกรณีถุงลมนิรภัยมรณะที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 17 คน นำไปสู่การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย และการเรียกคืนรถยนต์หลายล้านคันทั่วโลก

ทากาตะ มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่ปี 1933 และมีส่วนสำคัญในการผลิตร่มชูชีพที่ในกองทัพช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ขยับขยายมาเรื่อยๆ จนเติบโตเป็นผู้นำด้านการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ขนาดใหญ่ในปัจจุบัน โดยโดดเด่นที่สุดด้านถุงลมนิรภัย

ทว่าที่สุดแล้ว บริษัทยักษ์ใหญ่รายนี้ก็เป็นเหมือนอีกหลายบริษัทที่ปกปิดปัญหาที่เกิดขึ้น และปล่อยให้ยืดเยื้อจนความเสียหายกระจายเป็นวงกว้างเกินกว่าจะรับไหว ทั้งที่พบปัญหาครั้งแรกตั้งแต่ปี 2003 แต่ก็ไม่ได้นำไปสู่การแก้ไขอย่างเป็นระบบ จนนำไปสู่เคสการเสียชีวิตและเรียกคืนครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี 2008 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์บริษัทตามมา

กรณีของทากาตะ ในวันนี้อาจ นับได้ว่าเป็นการยื่นล้มละลายของบริษัทในภาคการผลิตญี่ปุ่นครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา และมีขึ้นตามมาติดๆ หลังจากที่เวสต์ติง เฮาส์ บริษัทพลังงานนิวเคลียร์ในเครือของโตชิบา เพิ่งยื่นไปก่อนหน้านี้เช่นกัน

การยื่นล้มขอพิทักษ์ทรัพย์ภายใต้มาตรา 11 มีขึ้นเพื่อให้ศาลสั่งคุ้มครองพิทักษ์ทรัพย์ที่ยังมีอยู่ ให้รอดพ้นจากการบังคับยึดของเจ้าหนี้ โดยบริษัทคาดว่าจะมีหนี้ถึงราว 1-5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากกระบวนการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายและการเรียกคืนรถที่คาดว่าจะยาวนานต่อเนื่องเกือบ 10 ปีได้

หากไม่ขอพิทักษ์ทรัพย์ ทากาตะอาจถูกเจ้าหนี้บังคับยึดทรัพย์และขายสินทรัพย์ทอดตลาดทันที ซึ่งจะทำให้ ไม่สามารถขายกิจการส่วนที่ดีออกไปเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ได้ ดังนั้น จึงต้องยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์ภายใต้มาตรา 11 ที่นิยมไปทั่วโลก เพื่อให้ผู้ซื้อ เช่น บริษัท คีย์ เซฟตี้ (เคเอสเอส) ในสหรัฐ จะได้ซื้อสินทรัพย์ส่วนที่ดีไปโดยไม่ต้องห่วงว่าจะมีหนี้สินพ่วงติดมา ไม่ว่าจะเป็นหนี้เดิมในปัจจุบัน หรือหนี้ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตจากการฟ้องร้องคดีใหม่ๆ

หลังจากนี้ ทากาตะจะถูกแยกส่วนออกเป็น 2 ส่วน คือสินทรัพย์ส่วนที่ดี เช่น ภาคการผลิตเข็มขัดนิรภัยและพวงมาลัย ที่ไม่มีปัญหาเหมือนส่วนของถุงลม จะไปอยู่ในมือของเคเอสเอส ต่อไป และส่วนที่สองคือส่วนที่ยังอยู่กับบริษัทเดิม แต่อาจเปลี่ยนชื่อและปรับโครงสร้างใหม่ เพื่อผลิตชิ้นส่วนใหม่เปลี่ยนทดแทนของเดิมที่มีปัญหาต่อไป

แต่ปัญหาที่จะเกิดขึ้นก็คือ เจ้าหนี้รวมถึงบริษัทรถยนต์และซัพพลายเออร์ต่างๆ มากกว่า เพราะคาดว่าจะต้องแบกรับค่าเสียหายส่วนต่างเพิ่มเติม โดยบริษัทวิจัย วาเลนท์ มาร์เก็ต รีเสิร์ช คาดว่า บริษัทรถยนต์และซัพพลายเออร์อาจต้องแบกรับค่าใช้จ่ายส่วนต่างเพิ่มเติมถึง 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งยังเป็นปัญหาปวดหัว ที่ภาคอุตสาหกรรมนี้ต้องไปตามแก้กันต่อไป n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท