
สมาคมการค้ากับการเตรียมพร้อมรับเปิดเขตการค้าเสรี(ตอน 4)
....นคร สังขรัตน์ ([email protected])
“
รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” วลีดังกล่าว ซูนวู ปรมาจารย์ด้านกลยุทธ์ของจีนได้กล่าวไว้กว่า 2,000 ปีมาแล้ว และยังคงเป็นสัจธรรมในโลกของการแข่งขันอยู่เช่นนั้น ไม่เว้นแม้แต่ในสถานการณ์การค้าเสรีในปัจจุบัน ที่ทุกประเทศต่างปรับตัวโดยการเปิดเจรจาการค้าเสรีกันอย่างกว้างขวางเมื่อช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมขะมักเขม้นอย่างมากกับการอำนวยการดูแลการจัดสัมมนา
“สมาคมการค้ากับการเตรียมความพร้อมรองรับเขตการค้าเสรี” ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ จัดขึ้นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับสมาคมการค้าในการเตรียมความพร้อมรองรับการเปิดเสรีการค้า (FTA)แต่เมื่อผลการจัดงานออกมาเป็นที่น่าพอใจทั้งในแง่ปริมาณของผู้สนใจเข้าร่วมการสัมมนาที่ล้นหลาม และคุณภาพที่มาจากข้อเสนอแนะและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเข้มข้นตลอดการสัมมนา ก็รู้สึกว่าความเหนื่อยกายได้อันตรธานไปสิ้น
มีประเด็นมากมายที่ผมอยากนำมาสรุปให้กับภาคเอกชนได้ทราบ ซึ่งล้วนเป็นข้อมูลเก็บตกที่มีประโยชน์หลายด้าน ผมขอเริ่มจากการจัดสัมมนาครั้งแรก ซึ่งไปจัดกันที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ศูนย์วาสุกรี จ.พระนครศรีอยุธยา โดยได้รับเกียรติอย่างสูงจากท่านอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี มาเป็นองค์ปาฐกพิเศษ
ท่านได้ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยได้เปลี่ยนจากภาคเกษตรไปสู่ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการแล้ว โดยเมื่อดูการจ้างงานพบว่าภาคบริการมีการเติบโตสูงมาก ดังนั้นการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับทักษะฝีมือของแรงงานในภาคบริการจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างเร่งด่วน
โครงสร้างการส่งออกและนำเข้าของประเทศไทยจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6 จนถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 การส่งออกในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงอุตสาหกรรมหนักต่างๆ มีอัตราการเติบโตที่ชัดเจน
จะเห็นได้ว่าภาคการส่งออกเป็นภาคที่มีความสำคัญคิดเป็น 70% ของจีดีพีประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาวิกฤตโลกโดยง่าย เนื่องจากโครงสร้างของประเทศไทยนั้นพึ่งระบบเศรษฐกิจภายในประเทศน้อย ทำให้เกิดความไม่สมดุล
นอกจากนี้ เมื่อดูด้านขีดความสามารถในการแข่งขันพบว่า ภาคการศึกษาและภาคธุรกิจต้องมาคิดร่วมกันว่าจะพัฒนาบุคลากรอย่างไรให้สามารถเข้าสู่การทำงานได้เลย เพราะปัจจุบันภาคเอกชนขาดแรงงานที่มีประสิทธิภาพ ในขณะที่นักศึกษาที่จบใหม่ตกงาน
แสดงให้เห็นว่าการผลิตบุคลากรทางการศึกษายังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของภาคเอกชนได้ เมื่อมาดูขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พบว่าปี 2553 อันดับยังอยู่เท่าเดิม คือ ระดับระบบเศรษฐกิจปานกลางเท่าเดิม โดยอยู่ที่อันดับ 26
จากข้อมูลจะเห็นว่าด้านสมรรถนะเศรษฐกิจโดยรวม เสถียรภาพเศรษฐกิจของไทยดีมาก ระบบเศรษฐกิจเข้มแข็ง สถาบันการเงินเข้มแข็ง ภาคเอกชนมีประสิทธิภาพค่อนข้างมาก แต่ยังต้องพัฒนาด้านผลิตภาพในการผลิต (Productivity) ให้มากกว่านี้
สำหรับประสิทธิภาพของภาครัฐ แม้ว่าจะมีการปรับตัวดีขึ้นในด้านกฎระเบียบต่างๆ แต่ยังคงมีประเด็นปัญหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน และกฎระเบียบต่างๆ ที่แม้จะปรับปรุงแล้ว แต่ก็ยังไม่คล่องตัวมาก
นอกจากนี้ ก็มีประเด็นด้านเสถียรภาพทางการเมือง และสุดท้ายด้านโครงสร้างพื้นฐานอยู่ในระดับต่ำมาก ประเทศไทยยังต้องมีการปรับปรุงด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) อีกมาก รวมถึงการปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง โดยได้มีการหารือกับรัฐบาลจีนในการจัดทำรางรถไฟเชื่อมโยงภายในภูมิภาค เชื่อมโยงตั้งแต่จีนตอนใต้จนถึงมาเลเซีย
อีกทั้งยังต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างด้านระบบสาธารณูปโภค เช่น ระบบน้ำ ระบบชลประทานสำหรับเกษตรกร ปรับปรุงโครงสร้างด้านระบบ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น 3G ปรับปรุงด้านการพัฒนาด้านการศึกษาและสุขภาพให้มีมาตรฐานที่ดีขึ้น







