
หยุดรับซื้อไฟฟ้าใหม่
กกพ.ยุติรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนหลังปิดโครงการ โซลาร์ฟาร์ม เฟส 2 สั่ง กฟผ.ศึกษาค่าแบ็กอัพไฟฟ้าคาด 1-2 เดือนสรุป
กกพ.ยุติรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนหลังปิดโครงการ โซลาร์ฟาร์ม เฟส 2 สั่ง กฟผ.ศึกษาค่าแบ็กอัพไฟฟ้าคาด 1-2 เดือนสรุป
นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ.จะหยุดการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนสำหรับโครงการใหม่ๆ หลังโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบลานกว้าง (โซลาร์ฟาร์ม) เฟสที่ 2 กำลังการผลิต 219 เมกะวัตต์ ดำเนินการแล้วเสร็จ เนื่องจากต้องพิจารณาความพร้อมของระบบสายส่งไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และระบบป้อนไฟฟ้า (ฟีดเดอร์) อีกครั้ง รวมถึงการเร่งเคลียร์โครงการเก่าให้เรียบร้อย โดยคาดว่าจะทยอยจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ทั้งหมดในปี 2563 ส่วนจะมีนโยบายรับซื้อไฟฟ้าอีกครั้งเมื่อไรนั้นขณะนี้ยังไม่มีแผน
ทั้งนี้ การเปิดให้ยื่นโครงการลงทุนพลังงานทดแทนประเภทอื่นในช่วงปลายปีนี้ จะเร่งดำเนินการโครงการเก่าๆ ได้แก่ โซลาร์ราชการในส่วนที่เหลือ 300 เมกะวัตต์ ซึ่งจะนำมารวมไว้กองกลางเพื่อเปิดรับฟังความเห็นเพื่อกำหนดประเภทเชื้อเพลิงที่ผลิตไฟฟ้าที่จะนำมาเปิดโครงการในอนาคต ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ (ไบโอแก๊ส) ภาคใต้ 10 เมกะวัตต์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างรับฟังความเห็นเพื่อร่างระเบียบการขอยื่นลงทุน ล่าสุดมีผู้สนใจลงทุนแล้ว 10 ราย เป็นต้น
อย่างไรก็ดี สำหรับสถานะของพลังงานหมุนเวียนที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (ซีโอดี) ล่าสุดเมื่อเดือน เม.ย. 2560 อยู่ที่ 7,001 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นขยะชุมชน 160 เมกะวัตต์ ไบโอแมส 2,873 เมกะวัตต์ ไบโอแก๊ส 368 เมกะวัตต์ ไฮโดร 25 เมกะวัตต์ พลังงานลม 488 เมกะวัตต์ โซลาร์ฟาร์ม 2,627 เมกะวัตต์ โซลาร์รูฟท็อปเสรี 130 เมกะวัตต์ โซลาร์ราชการและสหกรณ์ 133 เมกะวัตต์ และอื่นๆ 97 เมกะวัตต์
นอกจากนี้ กกพ.ได้หารือกับการไฟฟ้า 3 ฝ่าย ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อศึกษาและคำนวณอัตราค่าสำรองไฟฟ้า (แบ็กอัพ) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง (เซลฟ์เจเนอเรเตอร์) ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันความเสี่ยงและเตรียมความพร้อมให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าหากการผลิตไฟฟ้าไม่สอดคล้องกับความต้องการใช้งานจริง โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนในอีก 1-2 เดือนจากนี้ หลังจากมีการเปิดรับฟังความเห็น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากมาตรการดังกล่าวก่อน โดยอัตราค่าแบ็กอัพที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับ กฟผ.จะเป็นผู้กำหนดซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษา







