posttoday
แอสเซทพลัสรอจังหวะขายกองทุนเก็บหุ้น

แอสเซทพลัสรอจังหวะขายกองทุนเก็บหุ้น

15 กันยายน 2553

บลจ.แอสเซทพลัสเตรียมเปิดขายกองทุน ASP-SMART7 ปลายเดือนก.ย. รอจังหวะเข้าเก็บหุ้นไทย

บลจ.แอสเซทพลัสเตรียมเปิดขายกองทุน ASP-SMART7 ปลายเดือนก.ย. รอจังหวะเข้าเก็บหุ้นไทย

นางลดาวรรณ เจริญรัชต์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แอสเซท พลัส กล่าวว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอจังหวะเสนอขายครั้งแรก (IPO) ของกองทุนเปิดแอสเซทพลัสสมาร์ท 7 (ASP-SMART 7) ในช่วงปลายเดือนก.ย.นี้ เพื่อทยอยเข้าลงทุนเมื่อระดับราคาของหุ้นเป้าหมายปรับตัวลงถึงระดับที่น่าสนใจ

"กองทุน ASP-SMART 7 เป็นกองทุนผสมที่มีอายุโครงการ 1 ปี  มีเป้าหมายสร้างผลตอบแทน 10% ของเงินลงทุนเริ่มแรก  ภายในระยะเวลา 1 ปี  โดยจะทยอยทำกำไรด้วยวิธีการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติเมื่อมูลค่าหน่วยลงทุนผ่านระดับ 10.50 บาท และปิดกองทุนเมื่อมูลค่าหน่วยลงทุนแตะผ่านระดับ 11.00 บาท หรือเมื่อครบกำหนดอายุกองทุน 1 ปี แล้วแต่เหตุการณ์ใดจะเกิดก่อน ซึ่งที่ผ่านมากองทุน ASP-SMART4 ที่เน้นลงทุนในลักษณะนี้สามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามเป้าหมายในระยะเวลาเพียง 4 เดือน”นางลดาวรรณ กล่าว 

สำหรับ นโยบายการลงทุนของกองทุน ASP-SMART7 สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนระหว่างตราสารทุนและตราสารหนี้ในประเทศได้ 0-100% ทำให้กองทุนมีความยืดหยุ่นในด้านการลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้น เพื่อหาจังหวะเข้าลงทุนในช่วงที่ตลาดเหมาะสม  

นางลาดวรรณ กล่าวว่าสำหรับช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา  SET Index ปรับตัวขึ้น 15.20% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวสูงกว่าตลาดอื่นๆ ในภูมิภาค จากกระแสเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย และนักลงทุนรายย่อยในประเทศที่มองเห็นโอกาสการลงทุนใน SET Index เริ่มกลับเข้ามาลงทุนในตลาด สะท้อนจาก มูลค่าการซื้อขายที่มากกว่าวันละ 40,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ การปรับตัวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ช่วงนี้ได้ส่งผลให้ กองทุนเปิดแอสเซทพลัสสมาร์ท (ASP-SMART) และกองทุนแอสเซทพลัสสมาร์ท 2 (ASP-SMART2) สามารถจ่ายคืนผลตอบแทนด้วยการับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนได้อีกกองทุนละ 0.50 บาท ต่อหน่วย รวมคิดเป็นอัตราการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัตินับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนเท่ากับ 105% และ 35% ของเงินลงทุนเริ่มแรก

นางลดาวรรณ กล่าวว่า การที่ตลาดได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ที่ออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ในหลายธุรกิจ ขณะที่แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 โดยรวมน่าจะดีต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี  บริษัทฯ คาดว่า ในระยะสั้นตลาดหุ้นไทยอาจเข้าสู่การปรับฐาน เนื่องจากระดับการซื้อขายปัจจุบันได้สะท้อนระดับ PER ที่ระดับ 13.2 เท่า ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในภูมิภาคแล้ว  ซึ่งหากตลาดปรับฐาน น่าจะมีโอกาสลดลงมาที่ระดับ 830-850 จุด  ซึ่งน่าจะเป็นจังหวะที่ดีสำหรับการกลับเข้าไปลงทุนได้อีกครั้ง โดยควรเลือกหุ้นรายตัวจากปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก และเน้นหุ้นที่คาดว่าจะมีการขยายตัวของกำไรสุทธิในปี 2553 – 2554  เช่น กลุ่มพลังงาน และกลุ่มปิโตรเคมี รวมถึงหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในอัตราที่สูง ได้แก่ กลุ่มอาหาร และกลุ่มสื่อสาร

"มุมมองระยะยาวของตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในเชิงบวก โดยคาดว่ากระแสเงินทุนไหลเข้ายังคงมีต่อเนื่องจากเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่ง และผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตอยู่ที่ 20-25%  ประกอบกับความชัดเจนกรณีมาบตาพุดหลังจากที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตโครงการในพื้นที่มาบตาพุดเพียง 2 โครงการ จาก 76 โครงการที่ถูกระงับการดำเนินกิจการชั่วคราว ในขณะที่การปรับตัวเพิ่มขึ้นของตลาดที่ผ่านมาก็ยังต่ำกว่าระดับค่าเฉลี่ยในระยะยาว ซึ่งคาดว่าโดยรวม SET Index มีโอกาสที่จะสามารถปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1,000 จุด ได้หลังจากช่วงปรับฐานดังกล่าว” นางลดาวรรณ กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท