
ไฟแนนซ์ทูเดย์
....ทีมข่าวการเงิน
การประชุม ครม.วันที่ 14 ก.ย. ถือว่ามีหลายเรื่องหลายรส ที่นำมาซึ่งอนาคตของรัฐบาล ธุรกิจ และทิศทางประเทศ
ไม้หนึ่ง ครม.เห็นชอบตามที่ กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง รายงานผลการเจรจาความตกลงจัดตั้งหน่วยงานค้ำประกันเครดิตและการลงทุน ของภูมิภาคอาเซียน +3 ว่า ขอจัดตั้งหน่วยงานค้ำประกันเครดิตและการลงทุนและวงเงินที่ไทยต้องชำระ เพื่อจะได้นำเสนอร่างความตกลงเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อไป
หน่วยงานนี้ ประเทศผู้ถือหุ้นจะต้องชำระเงินทุนภายใน 2 ปี ประเทศ +3 ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น ประเทศละ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ เกาหลีใต้ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศในกลุ่มสมาชิกอาเซียน 5 ประเทศต้องจ่ายรวมกันอีก 70 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยต้องจ่าย 12.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคลังได้ของบประมาณปี 2554 ไว้
ไม้สอง ครม.ไฟเขียวยกเลิกภาษีสรรพสามิตแบตเตอรี่ ที่ใช้เป็นวัตถุดิบหรือส่วนประกอบในการผลิตเพื่อการส่งออก เพื่อสนับสนุนการส่งออกโดยปัจจุบันอุตสาหกรรมที่ใช้แบตเตอรี่เป็นวัตถุดิบในการผลิต มีมูลค่าการส่งออกกว่า 4,853 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือปีละ 1.6 แสนล้านบาท
ยกเลิกภาษีสรรพสามิตแบตเตอรี่ จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้แค่ปีละ 333 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกกว่า 1.6 แสนล้านบาท ถือว่าเป็นประโยชน์ และเชื่อว่ามูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 20%
ไม้สาม ครม.เห็นชอบให้ยกเว้นภาษีให้กองบริหารเงินกู้เพื่อการปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารหนี้และตราสารหนี้ งานนี้จะมีการร่างพระราชกฤษฎีกาขึ้นมา 3 ฉบับ เพื่อจัดตั้งกองทุนบริหารเงินกู้เพื่อการปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะและพัฒนาตลาดตราสารหนี้
กองทุนดังกล่าวจะเป็นนิติบุคคล สามารถบริหารเงินที่ได้รับจากการกู้เงิน ออกตราสารหนี้ตามความจำเป็น สร้างอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง ลงทุนได้ทั้งในและต่างประเทศ และทำธุรกรรมเพื่อป้องกันความเสี่ยงได้







