
เอไลฟ์...ปรับธุรกิจ บริหารเงินลูกค้าตลอดชีพ
...ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ
แม้หลายฝ่ายจะคาดการณ์ว่าแนวโน้มธุรกิจประกันชีวิตในปีนี้จะมีอัตราเติบโตประมาณ 1618% แต่เบี้ยประกันส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในมือของบริษัทขนาดใหญ่เป็นหลัก การที่บริษัทขนาดเล็กจะแย่งชิงเค้กได้บ้างจึงจำเป็นต้องมีกลยุทธ์หรือสร้างความแตกต่างเป็นจุดขายของตัวเอง เพื่อดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการให้ได้
บริษัท แอ๊ดวานซ์ ไลฟ์ ประกันชีวิต หรือ
“เอไลฟ์” งัดกลยุทธ์ทางการตลาดที่แตกต่างจากที่อื่น โดยเลือกที่จะไม่มีตัวแทนขายประกันชีวิต แต่มุ่งที่จะปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ด้วยการพัฒนาบุคลากรให้เป็น “ที่ปรึกษาทางการเงินระดับมืออาชีพเต็มรูปแบบ” แทน เพื่อบุกตลาดได้เต็มตัวเชาว์พันธุ์ พันธุ์ทอง กรรมการผู้จัดการเอไลฟ์ เปิดเผยว่า กลยุทธ์ที่จะใช้เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาด คือ มุ่งไปสู่การบริหารจัดการสินทรัพย์ในทุกๆ ด้านให้กับลูกค้าแบบครบวงจร โดยเน้นความแตกต่างทั้งด้านสินค้าเพื่อลงทุนเงินฝากในรูปแบบประกันออมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง และเสริมบริการที่ปรึกษาวางแผนทางการเงินกับเอไลฟ์ แพลน ที่จะมาช่วยดูแลการเงินของลูกค้าให้มีระบบมากขึ้น
บริการเอไลฟ์ แพลน นั้นถือเป็นจุดขายของเอไลฟ์ที่เริ่มบริการอย่างเต็มตัวในปีนี้ หลังจากเริ่มทดลองตลาดมาตั้งแต่ปี 2552 ด้วยจุดขายที่มีความแตกต่างจากที่อื่น จากการออกแบบแผนการเงินของลูกค้าบุคคลแบบ เทเลอร์ เมด (Tailor Made) มีจุดเด่นให้ลูกค้าเลือกลงทุนทางการเงินที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าประกันชีวิต กองทุนรวมประเภทตราสารเงิน ตราสารหนี้ ตราสารทุน รวมถึงแอลทีเอฟ และอาร์เอ็มเอฟ ที่มีพันธมิตรเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ต่างๆ จึงทำให้ลูกค้าสามารถเลือกสิ่งที่ตรงกับความต้องการ
ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาของเอไลฟ์ที่ทำธุรกิจแบบเงียบๆ แบบไม่สนใจใคร ด้วยการขายประกันชีวิตผ่านช่องทางโทรศัพท์เพียงอย่างเดียว โดยอาศัยฐานลูกค้าในกลุ่มธุรกิจเกษตรรุ่งเรืองพืชผลที่เป็นบริษัทในเครือ จึงไม่ใช่โอกาสรอดของธุรกิจอีกต่อไป ในเมื่อกฎระเบียบต่างๆ สถานการณ์เอื้ออำนวย และประชาชนมีความรู้เรื่องเงินๆ ทองๆ มากขึ้น จึงทำให้เอไลฟ์ในวันนี้ต้องหาเป้าหมายใหม่เพื่อบุกตลาดเป็นของตัวเอง
แม้ในสิ้นปีนี้จะตั้งเป้าทำเบี้ยรับรวมไว้ที่ 600 ล้านบาท หรือเติบโต 20% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และมีเป้าหมายบริหารสินทรัพย์ให้กับลูกค้าที่ 1,000 ล้านบาท จากลูกค้าที่มีประมาณ 400500 ราย แม้จะดูไม่ได้มากมายอะไรเมื่อเทียบกับบริษัทขนาดใหญ่ทั้งหลาย แต่ในปีหน้าเอไลฟ์จะขอเติบโตแบบก้าวกระโดด เมื่อตั้งเป้าบริหารสินทรัพย์ให้ลูกค้าที่ 5,000 ล้านบาท
เชาว์พันธุ์ เชื่อว่าภายใน 3 ปีข้างหน้า การบริหารสินทรัพย์ก็จะเพิ่มเป็น 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าด้วยการจับกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ตั้งแต่เดือนละ 8 หมื่น1 แสนบาท หรือเสียภาษีที่ฐาน 20% ขึ้นไป บวกกับกลยุทธ์บริหารสินทรัพย์และสร้างผลตอบแทนที่ดีกลับคืนให้กับลูกค้า กลยุทธ์แบบปากต่อปากน่าจะทำให้เอไลฟ์ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้
บริษัทได้วางแผนพัฒนาบุคลากรในปีนี้ให้มีใบอนุญาตเพิ่มเป็น 100 คน จาก 20 คนให้ได้
ที่สำคัญ ไม่ได้มองเพียงว่ารับงานมาบริหารทรัพย์ให้ลูกค้าเพียง 45 ปีเท่านั้น แล้วก็เลิกกันไป แต่วางกลยุทธ์ที่จะดูแลให้กับลูกค้าตลอดชีวิตเลยทีเดียว ซึ่งคงต้องให้ระยะเวลาเท่านั้นเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเอไลฟ์ยุคใหม่นี้จะทำตามคำพูดของตัวเองได้หรือไม่







