
มนต์รัก แสงศาสตรา รุ่นที่สองของ ไดนาสตี้ เซรามิค
....เจียรนัย อุตะมะ
“
มนต์รัก แสงศาสตรา” ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร บริษัท ไดนาสตี้ เซรามิค (DCC) วัย 35 ปี เขาเป็นบุตรชายคนโตของ “รุ่งโรจน์ แสงศาสตรา” ประธานกรรมการ DCC และมหาเศรษฐีไทยอันดับที่ 31แม้ว่าความตั้งใจตั้งแต่วัยเด็ก ไม่ได้คิดว่าจะต้องกลับมาสืบทอดบริษัทที่มีบิดาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่ชะตาก็พลิกผันให้เขากลับมาจนได้ พร้อมกับประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวระหว่างทางเข้ามาพัฒนาบริษัท
ชีวิตวัยเด็กเขาจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล กรุงเทพฯ เข้าไปเรียนที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) แต่หลงแสงสี ชอบแข่งรถ จนลืมเรื่องเรียน ทำให้การเรียนย่ำแย่ จึงถูกส่งไปเรียนที่นิวซีแลนด์ แต่ไม่ได้เรื่องอีก กลับมาเข้าเอแบคใหม่ สุดท้ายก็บ้อท่า
จึงเหลือเวลาพิสูจน์ตัวเองแค่ครั้งเดียว ให้บิดาซื้อตั๋วเครื่องบินให้เดินทางไปเรียนต่อระดับปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์ธุรกิจข้อมูลคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยนอร์ทเทกซัส สหรัฐ ที่เป็นสาขาที่ยากที่สุดในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ และใช้เวลาเรียนเพียง 2 ปีครึ่ง จากหลักสูตร 4 ปี
“
โชคดีของผมที่เคยเรียนที่นิวซีแลนด์และเอแบคทำให้ภาษาอังกฤษดี และสามารถเรียนได้อย่างราบรื่น”ด้วยความเป็นคนสมาธิสั้น ชอบเล่นคอมพิวเตอร์ ไม่ค่อยสนใจการเรียน ทำให้เขาแก้ไขด้วยการเข้าไปอ่านหนังสือในห้องสมุดมหาวิทยาลัย และได้แลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนชาวต่างชาติ ด้วยความเชี่ยวชาญเรื่องคอมพิวเตอร์ด้านปฏิบัติการ จึงได้แลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนชาวต่างชาติที่เก่งทฤษฎี
ระหว่างเรียนปริญญาตรีนั้นได้ทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย เพราะช่วงจังหวะนั้นบิดาอยู่ระหว่างการออกมาตั้งบริษัท ไทล์ ท้อป และระดมเงินเพื่อนำไปซื้อกิจการ DCC จึงไม่อยากรบกวนทางบ้าน
งานที่
“มนต์รัก” ทำระหว่างเรียนปริญญาตรี คือ นักวิเคราะห์ระบบคอมพิวเตอร์ที่บริษัท Chapal Zenray ช่วงสั้นๆ 3 เดือน จากนั้นย้ายงานไปเป็นพนักงานฝ่ายควบคุมระบบคอมพิวเตอร์ที่โรงแรมเวสติน สาขาปาร์ก เซ็นทรัล และโรงแรมเชอราตัน ปาร์ก เซ็นทรัลช่วงใกล้จบปริญญาตรีได้รับคำแนะนำจากเพื่อนให้ไปสมัครทำงานเป็นนักวิเคราะห์ระบบคอมพิวเตอร์ที่ เป๊ปซี่โค บิซิเนส โซลูชัน กรุ๊ป ที่ได้รับเงินเดือนสูงมาก
ความสามารถด้านวิเคราะห์ระบบคอมพิวเตอร์ของเขาสูง บริษัทจึงส่งไปเรียนปริญญาโทสาขาเดียวกับที่จบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐเทกซัส ที่ดัลลัส และจบภายในปีเดียว
“
อยู่ที่เป๊ปซี่มีโอกาสได้เรียนรู้งานอย่างมาก ผมเริ่มต้นเป็นนักวิเคราะห์ระบบคอมพิวเตอร์ที่ทีมขายและกระจายสินค้า เริ่มเรียนรู้งานทั้งระบบ คือ ตั้งแต่การดูแลสินค้าคงคลัง การกระจายสินค้า เริ่มตั้งแต่มีคำสั่งซื้อสินค้าเข้ามาผ่านระบบ คลังสินค้าเป็นคนสั่งสินค้าเข้ามาที่ฝ่ายระบบคำสั่ง จากนั้นส่งไปยังฝ่ายบริหารสินค้าคงคลัง ผมจะต้องเขียนระบบคอมพิวเตอร์เพื่ออำนวยความสะดวกในการสั่งซื้อสินค้า จัดเรียงสินค้า”ต่อมา เป๊ปซี่โค เปลี่ยนระบบคอมพิวเตอร์ในการบริหารงาน ความที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญด้านนี้ จึงถูกส่งไปเรียนปริญญาโทดังกล่าว
ระหว่างที่อยู่ที่ เป๊ปซี่โค ได้เล่นหุ้น ความที่ยังไม่มีความรู้ด้านธุรกิจและเศรษฐกิจจึงขาดทุน และตัดสินใจเรียนปริญญาโทจนจบอีก 1 ใบ คือ ปริญญาโทด้านศิลปศาสตร์ ด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ที่มหาวิทยาลัยเซาเทิร์น เมโทดิสต์ ใช้เวลาเรียนเพียงปีครึ่ง
ทำงานที่ เป๊ปซี่โค จนถึงปี 2548 ไม่คิดว่าจะต้องกลับประเทศ เพราะรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ดีมากจนอยากเป็นพลเมืองอเมริกัน ซึ่งบริษัทก็พร้อมจะสนับสนุน แต่ปรากฏว่าเกิดวิกฤตแนสแด็ก บริษัทไอทีล้มระเนระนาด ทำให้คนเก่งๆ ด้านไอทีถูกเลิกจ้างมากมาย เป็นจังหวะไม่ดีในการขอสิทธิเป็นพลเมืองของคนต่างด้าว ประกอบกับใบอนุญาตทำงานจะหมดอายุ จึงตัดสินใจกลับเมืองไทย
“
ก่อนลาออกที่โน่น ผมโทร.ปรึกษาพ่อแล้ว คุณพ่อบอกว่าให้หางานที่อื่นทำ ไม่ต้องเข้ามาทำงานที่ DCC ดังนั้นเมื่อผมพักร้อนกลับมาบ้าน จึงไปสมัครที่บริษัท สามารถ เขาต้องการคนทำงานทันที ผมขอเวลากลับไปเก็บข้าวของ แต่เขาไม่รอ ในที่สุดผมไปสมัครที่ เป๊ปซี่เมืองไทย พ่อผมบอกว่าให้มาทำงานที่บริษัทดีกว่า”เริ่มงานแรกเป็นผู้จัดการทั่วไปที่ DCC ปี 2548 โดยไม่มีความรู้เรื่องกระเบื้องเลย แต่เคยเข้าไปในโรงงานของบริษัท รอยัล เซรามิค สมัยบิดาเป็นพนักงานที่นั่น
“
ผมทำหน้าที่ตรวจเช็กเอกสาร และรื้อทำใหม่หมด ปรับระบบการทำงานใหม่ สมัยก่อนค่าใช้จ่ายของจุดขายเยอะมาก ตอนนั้นมี 120 กว่าแห่ง ทั้งนี้เพราะใช้รถกระบะมือสองในการขนส่ง ทำให้ค่าซ่อมแซมบาน ด้วยประสบการณ์ที่เคยทำงานที่สหรัฐ และรู้จักเจ้าของศูนย์อีซูซุที่ลาดพร้าว เขาเสนอจะทำลีสซิงรถให้ ผมเลยเสนอที่ประชุมเปลี่ยนเป็นเช่าซื้อรถแทน เพราะหักภาษีได้ ไม่ต้องจ่ายค่าซ่อมและค่าประกัน หมดสัญญาเขาเปลี่ยนรถใหม่ให้”ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา DCC จึงใช้ระบบรถขนส่งแบบเช่าซื้อ แทนการซื้อรถมือสองมาใช้ส่งของ ทำให้ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดียิ่งขึ้น ค่าน้ำมันก็ใช้บัตรเติมน้ำมัน โดยมีทะเบียนรถกำกับที่บัตรนั้นด้วย จากเดิมที่ใช้ใบเสร็จ ส่งผลให้ลดงานเอกสารได้มาก
เมื่อผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อลาออก เขาจึงรับหน้าที่คุมฝ่ายจัดซื้อด้วย ที่จัดซื้อทั้งวัตถุดิบและอะไหล่ เพราะเกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายของบริษัทเช่นเดียวกัน
จนกระทั่ง 2 ปีที่ผ่านมา ได้เลื่อนขั้นเป็นผู้อำนวยการฝ่ายบริหารที่ดูแลเกี่ยวกับการบริหารทั้งหมด วันเสาร์เข้าไปดูโรงงานแทนบิดา หรือบางทีก็แวะไปดูจุดขายที่เคยทำอยู่เป็นประจำ รวมถึงความเกี่ยวข้องด้านเงินๆ ทองๆ คุยกับธนาคาร
แม้ว่างานจะรัดตัว แต่ปัจจุบันเขายังคว้าปริญญาโทบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาครองได้อีก 1 ใบ
เขาบอกว่า วันหยุดคือวันอาทิตย์ จึงชอบนอนดูทรูวิชั่นส์ที่บ้าน มีแต่งรถบ้าง แต่ไม่ไปขับรถแข่งแล้ว เพราะคุณพ่อเป็นห่วง เพราะเคยประสบอุบัติเหตุตอนขับรถที่ต่างประเทศ
“
มนต์รัก” บอกว่า เพื่อนๆ บอกว่าเขาเป็นหุ่นยนต์ มุ่งทำแต่งาน แต่เขากลับคิดว่าตัวเองไม่ใช่พนักงานออฟฟิศธรรมดา แต่เป็นลูกชายผู้ประกอบการที่ต้องสานต่อเจตนารมณ์บิดา มีพนักงานที่อยู่ภายใต้การดูแลหลายพันชีวิต ระยะหลังนี้เขาเกิดอาการเครียด จนถึงกับนอนกัดฟันจนถึงวันนี้
“มนต์รัก” ยังอยู่บ้านเดียวกับบิดา มารดา ที่อยู่ในวัย 60 ปี และ 58 ปี ตามลำดับ เนื่องมาจากน้องชายแต่งงานแยกครอบครัวออกไปแล้ว






