
บทเรียนธุรกิจ 'เสี่ยช้าง-อนันต์' สู่การกลับมาของบางกอกแลนด์
หลังใช้เวลา 13 ปี เคลียร์หนี้ก้อนโต 5.2 หมื่นล้านบาท ที่เกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 จนเหลือหนี้ก้อนสุดท้ายอีกเพียง 130 ล้านบาท ที่จะใช้คืนธนาคารกรุงเทพในเร็วๆ นี้ จะทำให้บริษัท บางกอกแลนด์ หรือบีแลนด์ เป็นอิสระจากภาระหนี้ที่แบกมากว่า 10 ปี
อนันต์ กาญจนพาสน์ หรือเสี่ยช้าง ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางกอกแลนด์ สารภาพว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมาเป็นสถานการณ์ที่หนักหนาสาหัสที่สุด และต้องใช้เวลายาวนานกว่าจะแก้ปัญหาสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการลดหุ้น ขอลดหนี้ ขายทรัพย์สินที่มี ทำทุกวิธีเพื่อให้สถานะบริษัทหลุดพ้นจากคำว่า NPL หรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ จนวันนี้บีแลนด์พร้อมที่จะกลับมายืนบนเวทีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อีกครั้ง
แม้จะต้องตัดที่ดินชำระหนี้ไปหลายแปลง แต่ที่ดินผืนสำคัญที่ อนันต์ พยายามเก็บรักษาไว้อย่างสุดชีวิต คือ ที่ดินแปลงใหญ่ติดทะเลสาบในเมืองทองธานี ที่ยังเหลืออยู่ 500 ไร่ ที่ดินบริเวณถนนศรีนครินทร์ที่กินอาณาเขตไปจรดถนนวงแหวนตะวันออกกว่า 1,500 ไร่ รวมถึงที่ดินเก่าของบางกอกแลนด์ บริเวณถนนเพชรบุรีตัดใหม่ทะลุถึงมักกะสันอีก 7 ไร่ ก็จะกลายเป็นทุนสำหรับการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
แผนธุรกิจถูกวาดขึ้นอีกครั้ง โดย อนันต์ แบ่งธุรกิจออกเป็น 3 ขา คือ ขาที่หนึ่ง การพัฒนาที่อยู่อาศัย ขาที่สอง ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้า และอีกขาหนึ่งเป็นธุรกิจใหม่ คือ การพัฒนาระบบขนส่งมวลชน ซึ่ง 3 ขาธุรกิจนี้จะเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน แต่หากยามใดที่ธุรกิจหนึ่งเกิดปัญหา ต้องไม่ฉุดให้ธุรกิจอื่นมีปัญหาตามไปด้วย
สำหรับการพัฒนาที่อยู่อาศัยจะดำเนินงานโดยบริษัทเก่า คือ บางกอกแลนด์ ที่จะแบ่งที่ดินในเมืองทองธานี แจ้งวัฒนะ มาพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมริมทะเลสาบ ระดับราคา 1.52 ล้านบาท มูลค่ารวม 5,000 ล้านบาท โดยจะค่อยๆ แบ่งการพัฒนาเป็นเฟสๆ ตามความต้องการของตลาด และใช้เงินสดหมุนเวียนที่มีอยู่
เช่นเดียวกับที่ศรีนครินทร์ จะแบ่งที่ดินฝั่งถนนวงแหวนตะวันออกที่อยู่ใกล้สถานีทับช้างของแอร์พอร์ตลิงก์ มาพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมราคา 1.52 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 5,000 ล้านบาทเช่นกัน จากเดิมที่ดินผืนนี้จะพัฒนาเป็นบ้านเดี่ยว ซึ่ง อนันต์ ให้เหตุผลว่า ด้วยศักยภาพที่ดินที่เปลี่ยนไป ใครไม่ทำคอนโดมิเนียมก็โง่แล้ว
ส่วนธุรกิจศูนย์ประชุมและแสดงสินค้าที่มีศูนย์ประชุมนานาชาติอิมแพ็คเป็นตัวชูโรง และถือเป็นธุรกิจที่ชุบชีวิตให้บางกอกแลนด์มีโอกาสกลับมาโลดแล่นได้อีกครั้ง ด้วยผลกำไรในปีนี้ที่คาดว่าจะเพิ่มเป็น 1,800 ล้านบาท และเป็น 2,100 ล้านบาท ในปีหน้า
อนันต์ เตรียมพัฒนาอิมแพ็ค เมืองทองธานี ให้กลายเป็นช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ขนาด 5 หมื่นตารางเมตร และผุดโรงแรมมูลค่า 5,000 ล้านบาท ขึ้นบริเวณทะเลสาบ พร้อมกับการปรับปรุงอินเตอร์เนชั่นแนลคอนเวนชั่นด้วยงบอีก 1,000 ล้านบาท พร้อมกับรุกเข้าเมืองด้วยการพัฒนาโครงการอิมแพ็ค ฟอรั่ม อินเตอร์เนชั่นแนล บนที่ดิน 7 ไร่ ย่านเพชรบุรีตัดใหม่ ที่อยู่ใกล้แอร์พอร์ตลิงก์มักกะสันแค่เอื้อม
อิมแพ็ค ฟอรั่มฯ นี้จะถูกพัฒนาเป็นศูนย์ประชุมและศูนย์แสดงสินค้าระดับนานาชาติ ขนาดความจุ 2,000 ที่นั่ง โรงละคร ห้องบอลรูมขนาด 2,000 ตารางเมตร และโรงแรมขนาดห้าดาวในโครงการ มูลค่าโครงการไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท
ธุรกิจสุดท้ายที่ถือเป็นธุรกิจใหม่ถอดด้าม คือ การพัฒนาระบบขนส่งมวลชน โดยมีเป้าหมายคือตั้งบริษัทร่วมทุนเข้าไปประมูลโครงการรถไฟโมโนเรลสายสีชมพู แครายมีนบุรี โดยมีสถานีใหญ่อยู่บริเวณเมืองทองธานี 2 สถานี รถไฟฟ้าเส้นดังกล่าวจะเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ที่ดินในเมืองทองธานีกลายเป็นทองฝังเพชรทันที
อนันต์ จึงหมายมั่นปั้นมือที่จะเสนอตัวขอเป็นเจ้าภาพก่อสร้างรถโมโนเรลสายนี้เสียเอง โดยบอกว่าได้เจรจากับบริษัทญี่ปุ่นเอาไว้แล้ว ซึ่งในเร็วๆ นี้จะมีการเซ็นบันทึกความเข้าใจการร่วมทุนเพื่อเข้าร่วมประมูลรถไฟฟ้าสายดังกล่าว โดยจะมีการลงทุนสถานีเชื่อมต่อกับพื้นที่ในอิมแพ็ค เมืองทองธานี อย่างแน่นอนที่มีทั้งศูนย์ประชุม โรงแรม และคอนโดมิเนียม 2.8 หมื่นหน่วย
อนันต์ ประเมินว่า หากโครงการรถไฟฟ้านี้เกิดขึ้น จะทำให้ที่ดินที่มีอยู่สามารถพัฒนาโครงการได้ 23 แสนล้านบาท ในอนาคต
นั่นคือแผนธุรกิจที่ถูกวาดขึ้นมาอีกครั้ง โดย อนันต์ แต่งานนี้เขาไม่ได้บินเดี่ยวเหมือนก่อน เพราะมีทั้ง ปีเตอร์ และพอลล์ กาญจนพาสน์ ลูกชาย 2 คน ที่คลุกคลีอยู่กับบางกอกแลนด์มาตั้งแต่ยังสางปัญหาหนี้ไม่จบ
ที่สำคัญ บทเรียนธุรกิจในเมืองไทยของ อนันต์ ตลอด 20 ปี เขาสรุปได้ว่า การทำธุรกิจในเมืองไทยต้องค่อยเป็นค่อยไปอย่างใจเย็น
ที่สำคัญยิ่งกว่า คือ ต้องมองปัญหาให้ทะลุปรุโปร่ง มิเช่นนั้นจะเหมือนเขาที่ยอมรับว่ามองวิกฤตในปี 2540 ไม่ออก จนทำให้เกือบล้มทั้งยืนมาแล้ว
แต่เขาก็ยืนยันว่า วันนี้เมืองทองธานีคือความสำเร็จที่เขาภูมิใจ พร้อมกับบทเรียนที่ทำให้ก้าวต่อไปของบางกอกแลนด์มีความระมัดระวังมากขึ้น







