
‘สุรเดช ตัณฑ์ไพบูลย์’ สร้างวัฒนธรรมองค์กรต้องมองในมุมลูกค้า
“สุรเดช ตัณฑ์ไพบูลย์” กรรมการผู้จัดการคนใหม่ บริษัท เอเชียน มารีน เซอร์วิสส์ (ASIMAR) ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
“สุรเดช ตัณฑ์ไพบูลย์” กรรมการผู้จัดการคนใหม่ บริษัท เอเชียน มารีน เซอร์วิสส์ (ASIMAR) ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา หนุ่มวัย 43 ปีคนนี้ เริ่มมีแรงบันดาลใจทางอ้อมจากที่เห็นคุณลุงและคุณพ่อได้ก่อตั้งและทำธุรกิจเรือมาตลอด
คุณลุงเป็นคนก่อตั้งบริษัทขนส่งทางเรือรายแรกของไทย ขนสินค้าน้ำมันเตา หรือเรือเฉพาะทางเส้นทางกรุงเทพฯ-ญี่ปุ่น แล้วก็นำเข้าสินค้าประเภทเครื่องจักรกลับเข้ามาในประเทศ ขณะที่คุณพ่อของเขาไปเก็บประสบการณ์ทำงานจากหน่วยงานที่อื่นมาก่อน ทั้งบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย และบริษัท เชลล์ (ประเทศไทย) แล้วตกลงมาช่วยคุณลุงด้านการขายและการตลาด จนเริ่มเห็นโอกาสว่าเมืองไทยมีเรือมากมายแต่ไม่มีอู่เรือไว้ซ่อม จะซ่อมทีต้องไปที่ญี่ปุ่นหรือสิงคโปร์ซึ่งก็ทำให้มีค่าใช้จ่ายที่แพง จากนั้นจึงแยกออกมาทำธุรกิจด้านอู่ซ่อมเรือจนกลายเป็น ASIMAR ทุกวันนี้
เขาจึงตัดสินใจเรียนปริญญาตรี เอกการขนส่งระหว่างประเทศ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะเห็นและผูกพันตั้งแต่เขายังเป็นเด็กจากธุรกิจเรือ อีกทั้งเข้าใจว่าเรียนเอกทางด้านนี้มีงานทำและได้เงินเดือนที่สูง จบมาตั้งใจทำงานที่อื่นก่อน แต่ก็กลายเป็นมาช่วยที่บ้านถึง 1 ปี โดยดูเรื่องการบริหารจัดการเรือระหว่างกรุงเทพฯ กับญี่ปุ่น ต้องดูว่าสินค้าอยู่ไหน ปริมาณ นัดรับสินค้าวันไหน ซึ่งทฤษฎีที่เรียนมาช่วยได้เพียง 30% ส่วนใหญ่สิ่งที่เรียนคือการบริหารตู้คอนเทนเนอร์ และเรียนรู้โครงสร้างเรือคร่าวๆ แต่ได้เรียนรู้จากการทำงานจริงมากกว่า
สุรเดชเรียนต่อปริญญาโท บริหาร ธุรกิจที่มหาวิทยาลัย Central Oklahoma ที่สหรัฐ จบแล้วตั้งใจจะหาประสบการณ์ที่ต่างประเทศ แต่คุณพ่อเรียกกลับมา บอกว่ามีงานให้สัมภาษณ์ ปรากฏว่าไม่มี ก็ต้องไปทำงานที่อู่เรือก่อน ครั้งนี้ดูแลงานขาย หาเรือมาซ่อม ซึ่งเดิมมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว แต่ต้องหาลูกค้าใหม่เพิ่ม งานนี้ใช้ประสบการณ์เท่านั้น เพราะธุรกิจอู่เรือในไทยไม่มีหลักสูตรสอน จึงเน้นการสร้างความเข้าใจกับลูกค้าและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บริหารหรือเจ้าของเรือเป็นหลัก เพราะมองว่าการเสียค่าซ่อมเรือประมาณ 2 ล้านบาท คนที่มีอำนาจตัดสินใจต้องเป็นเจ้าของเท่านั้น
ตอนนั้นหลักการทำงาน คือ “ใจกล้าหน้าด้านและเดินหน้าลุยอย่างเดียว” โดยขอพบซีอีโอของบริษัทเรือเอง โดยเฉพาะลูกค้างานภาครัฐตอนนั้นที่ยังไม่มีในพอร์ตก็เดินหน้าลุย ที่รู้สึกมีความสุขมาก คือ ทำให้ได้โครงการซ่อมเรือ 36 ล้านบาท ของกรมประมงมา แต่ทำไป 2 ปี ก็ตัดสินใจลาออกเพราะยังไปไม่สุดทาง
คุณพ่อคุณแม่บอกไว้เสมอว่า ไม่บังคับที่ต้องมาทำงานกับที่บ้าน แต่ห้ามตกงานเด็ดขาด ถ้าอยู่บ้านเฉยๆ จะไม่เลี้ยง ถ้าจะออกจากงานต้องหางานใหม่ให้ได้ก่อน จนเขาได้ไปทำงานที่บริษัทรองเท้าบาจา ฝึกเพื่อจะไปเป็นผู้จัดการมีระยะเวลา 1 ปี ซึ่งทำให้เขาได้เรียนรู้ทุกอย่างตั้งแต่ที่โรงงานดีไซน์รองเท้า จัดซื้อ ขายรองเท้าหน้าร้าน สวมรองเท้าให้ลูกค้า ดูแลสต๊อก แคชเชียร์ ฝ่ายขาย ฯลฯ
ผ่านไป 1 ปี ได้รับหน้าที่ให้ไปคุมแผนกขายที่ส่งเข้าห้างไฮเปอร์มาร์เก็ตที่ไม่ใช้ร้านของบาจา โจทย์ตอนนั้นคือ “ต้องขายได้ทุกอย่างและในช่องทางที่บริษัทไม่เคยขาย” ทำให้เขาต้องหาจุดเด่น คือ เป็นรองเท้านักเรียนที่มีความหลากหลายแต่ราคาไม่แพง และสมัยนั้นบาจาผลิตส่งรองเท้าแฟชั่นไปที่ยุโรป แต่ไม่เคยขายให้ไทย จึงเห็นโอกาสบาจารับเป็นโออีเอ็มให้กับแบรนด์เอทูแซดและพีน่าเฮ้าส์ ซึ่งตอนนั้นส่งคำสั่งซื้อเริ่มจากจำนวนน้อยไม่มีใครจัดส่ง เขาต้องขนรองเท้าไปส่งให้สองแบรนด์นี้ที่สยามสแควร์
ทำงานที่นั่นอยู่ 4 ปี จากนั้นย้ายไปทำฝ่ายขายและการตลาดที่บริษัทยิลเลตต์ ประเทศไทย เช่น ขายมีดโกน ออรัลบี ซึ่งโชคดีมาดูแลสินค้ากลุ่มเดิม แต่ดูในส่วนสินค้าที่อยู่ในห้างคาร์ฟูร์ โดยเป็นงานของด้านบริหารมากขึ้น เพราะมีทีมงานที่คอยสนับสนุน จนกระทั่งบริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (P&G) ซื้อกิจการยิลเลตต์ทั่วโลก และเขาได้อยู่ต่อ ซึ่งที่นี่มีการให้ไปอยู่ฝ่ายงานอื่น เปลี่ยนแปลงทุก 2 ปี และตำแหน่งสุดท้ายของเขา คือ พัฒนาสายผลิตภัณฑ์สินค้าที่จะได้รับเงินเดือนจาก P&G แต่ไปนั่งทำงานที่เทสโก้โลตัสเพื่อให้สินค้าได้เข้าถึงลูกค้ามากขึ้น
หลักการทำงานของตอนนั้น คือ การยึดหลักความถูกต้อง ยึดความเป็นกลาง และอยู่ในตำแหน่งนี้ 1 ปี ก็รู้สึกว่าจบและทำได้แล้ว
จากนั้นตัดสินใจกลับมาทำงานที่ ASIMAR เมื่อปลายปี 2552 ในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปเป็นผู้ช่วยทุกอย่าง “วรวรรณ งานทวี” วันแรกก็ให้ไปดูงานต่อเรือ 2 ลำ ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่ให้ไปเสนอราคาและตรวจรับงานให้ผ่านมา จากนั้นเขาก็เริ่มปรับโครงสร้างสัดส่วนรายได้ให้มีงานของราชการมากขึ้น รวมถึงบริหารความเสี่ยงของรายได้มากขึ้น
ความแตกต่างหลักการทำงานอดีตถึงปัจจุบัน คือ การบริหารอู่เรือยากมาก ประเด็นหลักคือการบริหารคน เพราะเป็นธุรกิจที่ใช้แรงงานที่มีฝีมือและใช้เครื่องจักรมาทดแทนไม่ได้ ทำให้มองว่าหลักการทำงานในปัจจุบัน และพยายามถ่ายทอดต่อให้กับพนักงานจนเป็นวัฒนธรรมองค์กร นั่นคือ “เราต้องมองจากมุมความต้องการของลูกค้า เพราะจะทำให้เห็นได้ว่า ลูกค้าต้องการอะไรจากเรา ท้ายสุดเราจะสามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ตรงจุด”







