
สภาพคล่องทางการเงินน่ะ...มีมั้ย!
ใครๆ ก็อยากมีสภาพคล่องทางการเงินกันทั้งนั้น แต่เพราะการใช้บริการทางการเงินต่างๆ
โดย...บีเซลบับ
ใครๆ ก็อยากมีสภาพคล่องทางการเงินกันทั้งนั้น แต่เพราะการใช้บริการทางการเงินต่างๆ โดยไม่ศึกษาอย่างรอบคอบอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงและความเสียหายได้ บางคนรู้แต่ว่าบริการทางการเงินมีสิทธิอย่างไร แต่ละเลยเรื่องภาระหน้าที่ พูดง่ายๆ ว่าใช้จนเพลิน หรือใช้อย่างไม่รู้ มารู้(ตัว)อีกที เงินในกระเป๋าก็หายเกลี้ยง สภาพคล่องทางการเงินที่อยากมีก็เป็นอันต้องเลิกฝัน
ในโลกยุคสังคมฟินเทคทุกวันนี้ เราทุกคนย่อมเป็นผู้ใช้บริการทางการเงินไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หลักที่ทุกคนต้องรู้ก็คือสิทธิในการใช้บริการทางการเงินต่างๆ มาพร้อมกับภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ แล้วจะยังไงดีล่ะ ถ้าอยากมีสภาพคล่องทางการเงินก็ต้องบริหารจัดการเงินให้เป็น เพราะฉะนั้นก็มาเรียนรู้กันให้ถ่องแท้ถึงหน้าที่ที่ “ต้อง” ปฏิบัติกันดีกว่า
1.รู้จักวางแผนการเงิน
การวางแผนการเงินและหมั่นทบทวนแผนจะช่วยให้รู้ฐานะทางการเงินของตนเองและจัดการกับรายรับ-รายจ่ายได้อย่างเหมาะสม รู้ว่ามีเงินเหลือสำหรับฝากหรือไม่ ควรฝากเงินแบบไหน ควรกู้เงินเท่าไหร่ให้เหมาะสมกับรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงิน หน้าที่อีกประการหนึ่งคือการหมั่นศึกษารายละเอียดการวางแผนทางการเงินเพิ่มเติมอยู่เสมอ เพราะโลกเศรษฐกิจการเงินไม่เคยหยุดนิ่ง
2.เข้าใจรายละเอียดของบริการทางการเงินต่างๆ ก่อนเลือกใช้
อย่าลืมอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ต้องการใช้บริการให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งก่อนเสมอ อย่าเซ็นชื่อในใบสมัครใช้บริการใดๆ โดยไม่รู้เงื่อนไขในสัญญาเด็ดขาด หากสงสัยต้องสอบถามเจ้าหน้าที่ อย่าเกรงใจ เช่น มีดอกเบี้ยที่จะได้รับหรือต้องจ่ายเท่าไหร่ หรือมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง หากคุณไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด
3.ติดตามข้อมูลข่าวสารทางการเงินอย่างสม่ำเสมอ
ศึกษาและเรียนรู้บริการทางการเงินรูปแบบใหม่ๆ ที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอันทันสมัย เพื่อการตัดสินใจที่ตรงเป้าหมาย รู้เท่าทันโฆษณา และไม่ตกเป็นเหยื่อของเหล่ามิจฉาชีพได้
4.เปรียบเทียบข้อมูลเพื่อเลือกสิ่งที่ดีกว่า
ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ หลากหลายโรโมชั่นให้เลือก ซึ่งอัตราดอกเบี้ยอาจไม่เท่ากัน แถมผลประโยชน์และเงื่อนไขที่พ่วงท้ายก็ยังไม่เหมือนกันด้วย จึงควรให้เวลากับการช็อปปิ้งข้อมูลจากหลายๆ สถาบันการเงิน แล้วนำมาเปรียบเทียบเพื่อเลือกสิ่งที่ดีและเหมาะสมกับคุณมากที่สุด อาจใช้เวลาสักนิด แต่ก็ดีกว่ามานั่งเสียดายภายหลัง
5.ตรวจทานความถูกต้องทุกครั้ง
ตรวจสอบรายละเอียดและความถูกต้องทุกครั้งไม่ว่าจะทำธุรกรรมทางการเงินใดๆ เช่น ชื่อบัญชี เลขที่บัญชี จำนวนเงิน หรือตรวจสอบใบสรุปยอดการใช้จ่ายบัตรเครดิตเทียบกับใบรายการขายสินค้า (Sales Slip) ถ้าพบว่าไม่ถูกต้องให้รีบติดต่อไปยังสถาบันการเงิน เพื่อขอแก้ไขรายการก่อนจ่ายเงิน
ควรปรับสมุดบัญชีธนาคารบ่อยๆ หลายคนพลาดในจุดนี้ เพราะเชื่อใจสถาบันการเงิน แต่ให้ระลึกว่าทุกอย่างผิดพลาดได้เสมอ ซึ่งฝ่ายที่จะต้องรับผลความผิดพลาดและความเสียหายคือตัวเรา ไม่ใช่สถาบันการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบัญชีธนาคารที่พ่วงบัตรเอทีเอ็ม เพราะหากทิ้งไว้นานๆ รายการต่างๆ จะถูกรวมเป็นยอดเดียว ยากแก่การตรวจสอบ
6.เมื่อเป็นหนี้ต้องชำระหนี้
ก่อนจะก่อหนี้ ควรเข้าใจกฎเหล็กของลูกหนี้ 2 ข้อ คือ 1.ก่อหนี้เท่าที่จ่ายไหว และ 2.เป็นหนี้ต้องจ่ายเพราะการก่อหนี้เกินตัวและหนีหนี้ นอกจากหนี้จะไม่ลดแล้ว ดอกเบี้ยยังพอกพูน แถมยังเสียประวัติเครดิตด้วย แต่ถ้าชำระหนี้ไม่ไหวจริงๆ ควรรีบปรึกษากับสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ เพื่อหาทางแก้ไขร่วมกัน บางทีอาจได้ลดจำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระหนี้ต่องวดลง หรือได้ขยายเวลาการชำระหนี้ให้ยาวขึ้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าที่ผ่านมาคุณมีวินัยในการชำระหนี้ตรงเวลาแค่ไหนด้วย
7.เมื่อเป็นผู้ค้ำประกันก็เสมือนเป็นหนี้เอง
ก่อนเซ็นชื่อค้ำประกันให้ใคร ต้องอ่านและทำความเข้าใจทุกบรรทัด ทุกข้อความ และทุกประโยคในสัญญาค้ำประกัน ถ้าอ่านแล้วไม่เข้าใจต้องสอบถามเจ้าหน้าที่ เพื่อให้อธิบายเพิ่มเติมและต้องตรวจสอบว่าภาระค้ำประกันที่ต้องรับผิดชอบมีจำนวนเท่าไหร่ ตรงตามที่ตกลงกันไว้หรือไม่ ถ้าเห็นว่าตรงไหนไม่ถูกต้องให้แย้งทันที ทำการแก้ไขระบุให้ชัดเจนในสัญญาแล้วจึงค่อยลงลายมือชื่อ
ถ้าทำได้ทุกข้อ รับรองว่าสภาพคล่องทางการเงินน่ะ...มีแน่!
ขอบคุณข้อมูล : ธนาคารแห่งประเทศไทย







