
Startup Start Idea
ในระยะ 4 - 5 ปี มานี้ กระแสของธุรกิจ "สตาร์ทอัพ" (Startup) ในเมืองไทยได้รับความสนใจกันเป็นพิเศษ ถือว่าเป็น "เล็กพริกขี้หนู" ที่เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ
ในระยะ 4 - 5 ปี มานี้ กระแสของธุรกิจ "สตาร์ทอัพ" (Startup) ในเมืองไทยได้รับความสนใจกันเป็นพิเศษ ถือว่าเป็น "เล็กพริกขี้หนู" ที่เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ เพราะสตาร์ทอัพ คือ โมเดลธุรกิจขนาดเล็กที่ถูกออกแบบมาให้มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว มีจุดเริ่มต้นจากยุโรป สหรัฐอเมริกา ก่อนจะขยายตัวมาถึงประเทศในแถบอาเซียน ซึ่งเป็นโมเดลการทำธุรกิจที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่อยากเป็นนายตัวเองเป็นอย่างมาก
เพราะมีตัวอย่างให้เห็นแล้วจาก สตาร์ทอัพรุ่นบุกเบิกที่เติบโตได้อย่างก้าวกระโดดภายในไม่กี่ปี กระทั่งกลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีมูลค่ามหาศาล เช่น Google, Facebook, Alibaba, Amazon, Airbnb และ Uber
ยกตัวอย่าง Uber ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาแท็กซี่ที่ชอบปฏิเสธลูกค้า หรืออย่าง Airbnb เกิดขึ้นจากไอเดียหาเงินของคนที่ขาดรายได้เพราะวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในช่วงปี 2551 จึงเกิดไอเดียนำห้องพักของตัวเองมาปล่อยเช่าให้กับนักท่องเที่ยว ก่อนจะกลายเป็นสตาร์ทอัพที่พักราคาถูกที่ช่วยทำรายได้ให้กับคนที่มีห้องพักที่ยังว่างอยู่
จุดเริ่มต้นของสตาร์ทอัพ จึงเกิดจาก การมองเห็นปัญหา + การมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ
แต่ก็ใช่ว่า ใครๆ ก็สามารถก้าวมาเป็นสตาร์ทอัพได้ เพราะคนที่จะเป็นสตาร์ทอัพได้นั้นต้องเป็นคนที่หมั่นสังเกต และรู้จักการตั้งคำถาม เพื่อค้นหาปัญหาของกลุ่มเป้าหมายก่อนพัฒนามาเป็นโอกาสทางธุรกิจ
โดยหัวใจสำคัญของสตาร์ทอัพ มีองค์ประกอบสำคัญ 3 เรื่อง คือ Innovation ใช้เทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน Disruption โดยสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยการ "คิดต่าง" หรือ "คิดนอกกรอบ" และ Scalable ที่แม้ว่าจุดเริ่มต้นจะเป็นเพียงธุรกิจขนาดเล็ก แต่ก็สามารถปรับตัว และเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับสตาร์ทอัพในเมืองไทยที่ประสบความสำเร็จ และได้รับความสนใจส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มดิจิทัล เนื่องจากมีข้อมูลระบุว่า ประเทศไทยมีจำนวนคนที่ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างเฟสบุค ไลน์ และอินสตาแกรมมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก จึงเป็นเรื่องง่ายที่จะต่อยอดเรื่องของสตาร์ทอัพไปในมุมของดิจิทัล ซึ่งสตาร์ทอัพรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จในยุคแรกๆ ก็มี Ookbee, Wongnai และ Claim Di เป็นต้น
ในมุมของ กลุ่มบริษัทสามารถ เรามีแนวคิดที่จะปั้นสตาร์ทอัพหน้าใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในวงการมานานแล้ว ซึ่งเราร่วมมือกับสวทช.สร้างนักธุรกิจด้านนวัตกรรมมาอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการ "Young Technopreneur" หรือ "เถ้าแก่น้อยเทคโนโลยี" โดยปีที่ผ่านมา ผลงานที่ได้รับรางวัลสุดยอด SAMART Innovation Award ก็คือ ผลงาน "จับจ่าย ฟอร์ สคูล" (JabJai for School) เทคโนโลยีที่สร้างบัญชีเงินฝากให้กับนักเรียน โดยใช้ลายนิ้วมือในการซื้อสินค้า และลงเวลาเรียนในโรงเรียน รวมถึงรายงานผลผ่านแอพพลิเคชั่นแบบ Real time ช่วยให้การบริหารจัดการในสถานศึกษาสะดวกสบายขึ้น
ส่วนปีนี้ โครงการ "Young Technopreneur" ยังคงเน้นเจาะไอเดียคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ด้านนวัตกรรมใหม่ๆ และมีแผนธุรกิจชัดเจน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 และมอบรางวัล "สุดยอดนักคิด นักพัฒนานวัตกรรมต้นแบบ" หรือรางวัล Samart Innovation Award ต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 ซึ่งเราเป็นองค์กรภาคเอกชนเพียงรายเดียวที่สนับสนุนด้านความคิดสร้างสรรค์มายาวนานที่สุด ภายใต้ความมุ่งมั่นที่จะ "สร้างบุคลากรคุณภาพ..ความเป็นมืออาชีพ..ส่งเสริมธุรกิจที่ชัดเจนให้เป็นจริง" ทั้งการร่วมพัฒนาทักษะ ความรู้ด้านธุรกิจ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องโดยตรง
เพราะภาพรวมของสตาร์ทอัพไทยในวันนี้ ยังถือเป็นช่วงเริ่มต้นที่สามารถต่อยอด และพัฒนาไปได้อีกมาก แม้ว่าวันนี้จะมีธุรกิจสตาร์ทอัพเกิดขึ้นมากมายแต่ในมุมมองของภาครัฐก็ยังไม่เพียงพอ และยังต้องการเพิ่มจำนวนธุรกิจสตาร์ทอัพขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผลักดันให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน... แต่ทั้งนี้เหล่าสตาร์ทอัพทั้งหลาย ต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจ อดทน พร้อมลุยในทุกสถานการณ์ ... ขอให้เข้าใจว่าหนทางไม่ได้โรยโดยกรีบกุหลาบ และไม่ใช่ทุกคนที่จะประสบความสำเร็จได้
ในอนาคต สตาร์ตอัพ จะกลายเป็นกำลังสำคัญต่อการขับเคลื่อน และยกระดับเศรษฐกิจไทยให้ก้าวข้ามขึ้นไปได้อีกขั้น







