posttoday
ธปท.ชี้ขาดทุน 1.39 แสนล้านบาทไม่กระทบการทำนโยบายการเงิน

ธปท.ชี้ขาดทุน 1.39 แสนล้านบาทไม่กระทบการทำนโยบายการเงิน

28 พฤษภาคม 2560

ธปท.ชี้การขาดทุนปี 2559 รวม 1.39 แสนล้านบาทไม่กระทบการทำนโยบายการเงิน เดินหน้าทยอยลดภาระขาดทุนในอนาคต

ธปท.ชี้การขาดทุนปี 2559 รวม 1.39 แสนล้านบาทไม่กระทบการทำนโยบายการเงิน เดินหน้าทยอยลดภาระขาดทุนในอนาคต

นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายยุทธศาสตร์และความสัมพันธ์องค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะโฆษก ธปท. กล่าวถึงงบการดำเนินงานประจำปี 2559 ของธปท.ที่มีผลขาดทุน 1.39 แสนล้าบาทว่า ในหลักการธนาคารกลางไม่ได้ดำเนินภารกิจเพื่อแสวงหากำไร ผลขาดทุนที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเป็นขาดทุนทางบัญชีจากการตีราคาทรัพย์สิน และโดยลักษณะของงบการเงินของธนาคารกลางที่มิได้เป็นสกุลหลักของโลก เช่น ไทย จะมีสินทรัพย์เป็นเงินตราต่างประเทศ แต่มีหนี้สินเป็นสกุลเงินท้องถิ่นทำให้การขาดทุนไม่เป็นข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายการเงิน หากยังสามารถรักษาความน่าเชื่อถือของการดำเนินนโยบาย ด้วยความโปร่งใส มีอิสระในการดำเนินนโยบาย และสื่อสารต่อสาธารณะอย่างชัดเจน

“อย่างไรก็ดี ธปท. ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการวางแนวทางเพื่อลดผลการขาดทุน โดยส่งเสริมให้กลไกตลาดปรับตัวได้ดีขึ้น เอกชนไทยมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ผ่อนคลายกฎเกณฑ์ด้านการนำเงินทุนออกไปลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความสมดุลของเงินไหลเข้าและไหลออก โดยเฉพาะการลงทุนของธุรกิจในต่างประเทศ และการให้กองทุนรวมและผู้ลงทุนที่มีความพร้อมสามารถลงทุนในต่างประเทศได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยในการบริหารเงินออมของคนไทยให้มีการกระจายตัวได้ดีขึ้นด้วย” นางจันทวรรณกล่าว

ทั้งนี้ ปัจจุบันฐานะด้านต่างประเทศของไทยอยู่ในระดับที่มั่นคง เงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง  ธปท ขอให้ความมั่นใจว่า ธปท.จะยังคงยึดแนวทางการทำหน้าที่ธนาคารกลางที่ดี มุ่งมั่นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินของประเทศเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนไทย

นางจันทวรรณ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังสาเหตุอื่นๆที่ทำให้ธปท.มีภาระขาดทุน  คือ  1. เศรษฐกิจการเงินของโลกมีความผันผวนต่อเนื่องตลอดปี 2559 ตามความไม่แน่นอนของทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลัก จนถึงการเลือกตั้งในหลายๆ ประเทศที่เปลี่ยนทัศนคติและมุมมองของนักลงทุนต่อการลงทุนในสินทรัพย์ของประเทศอุตสาหกรรมหลัก ส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้าประเทศเกิดใหม่ รวมทั้งไทยในปริมาณที่สูงเป็นระยะๆ ธปท.จึงได้เข้าไปดูแลเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดเงินตราต่างประเทศของไทย ที่มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับปริมาณเงินทุนที่ไหลเข้ามาในบางช่วงอย่างรวดเร็วและในปริมาณที่สูง

2. การเข้ารักษาเสถียรภาพของตลาดของธปท.ด้วยการเข้าไปซื้อเงินตราต่างประเทศ เพื่อให้เงินบาทปรับแข็งค่าอย่างค่อยเป็นค่อยไปนั้น เป็นไปเพื่อให้เวลากับเอกชนในการปรับตัว ทำให้ ธปท. มีค่าใช้จ่ายในการดูดซับสภาพคล่องที่ ธปท.ปล่อยเข้าสู่ระบบจากการซื้อเงินตราต่างประเทศ ซึ่งค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นต้นทุนในการรักษาเสถียรภาพตลาดเงินในประเทศที่ส่งผลต่อฐานะการเงินหรือการขาดทุนของ ธปท. ซึ่งภาวะเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะไทย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางของหลายประเทศต้องมีภาระในการดูแลเสถียรภาพการเงินของประเทศเช่นกัน

3. ผลขาดทุน 1.39 แสนล้านบาท เป็นผลจากการดำเนินนโยบายเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจตามหน้าที่ โดยมีต้นทุนที่ทำให้ขาดทุนจากผลของการทำนโยบายใน 2 ส่วนสำคัญ คือ  ส่วนที่ 1 : ผลจากการตีราคา เงินสำรองระหว่างประเทศที่ประกอบด้วยสินทรัพย์ต่างประเทศสกุลต่างๆ อาทิ เหรียญสหรัฐ ยูโร เยน ปอนด์ เป็นต้น ซึ่ง ณ ทุกสิ้นปีจะมีการเทียบมูลค่าสินทรัพย์เหล่านี้ในรูปของเงินบาท เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานทางบัญชี ซึ่งในปี 2559 เงินสกุลหลักๆ โดยเฉพาะเงินปอนด์และเงินยูโร คงอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินบาท ฉะนั้น เมื่อตีค่ากลับมาเป็นเงินบาทก็จะมีมูลค่าลดลง ทำให้ส่วนนี้มีผลขาดทุนจากการตีราคา 5.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการขาดทุนทางบัญชี

สำหรับมาตรฐานบัญชีที่กำหนดให้ตีราคาเงินสำรองระหว่างประเทศเป็นเงินบาท เพื่อให้ทราบว่าหากจำเป็นต้องขายเงินสำรองทั้งหมดเพื่อแปลงให้อยู่ในรูปเงินบาทแล้ว สถานะการเงินจะเป็นอย่างไร  แต่ ธปท.ไม่ได้ขายเงินสำรองระหว่างประเทศที่ถือครองออกไปจริงๆ ตัวเลขขาดทุนจากการตีราคาจึงเป็นการขาดทุนทางบัญชี โดยสิ้นปี 2559 ธปท.มีเงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ที่ 1.719 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ สูงขึ้นเทียบกับ ปี 2558 ที่ 1.570 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งงบการเงินของ ธปท. มักแสดงผลขาดทุนในปีที่เงินตราต่างประเทศอ่อนลง หรือเงินบาทแข็ง

ส่วนที่ 2. : ขาดทุนจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยรับและจ่าย ที่เป็นผลจากการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. เพื่อดูดซับสภาพคล่องในระบบ ซึ่งมีต้นทุนจ่ายเป็นดอกเบี้ยที่เป็นเงินบาท แต่มีดอกเบี้ยรับจากการนำเงินตราต่างประเทศในเงินสำรองระหว่างประเทศไปลงทุน ซึ่งในปี 2559 ดอกเบี้ยที่ได้จากเงินสกุลสำคัญของโลกต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินบาท ทำให้ขาดทุนจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ดีผลการขาดทุนส่วนนี้ได้ปรับลดลงบ้างตามอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่ลดต่ำลง ขณะที่ดอกเบี้ยรับจากการลงทุนในต่างประเทศเริ่มเพิ่มสูงขึ้น ตามการทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศอุตสาหกรรมบางแห่งในช่วงปลายปี 2559

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ