
ธปท.ชี้ขาดทุน 1.39 แสนล้านบาทไม่กระทบการทำนโยบายการเงิน
ธปท.ชี้การขาดทุนปี 2559 รวม 1.39 แสนล้านบาทไม่กระทบการทำนโยบายการเงิน เดินหน้าทยอยลดภาระขาดทุนในอนาคต
ธปท.ชี้การขาดทุนปี 2559 รวม 1.39 แสนล้านบาทไม่กระทบการทำนโยบายการเงิน เดินหน้าทยอยลดภาระขาดทุนในอนาคต
นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายยุทธศาสตร์และความสัมพันธ์องค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะโฆษก ธปท. กล่าวถึงงบการดำเนินงานประจำปี 2559 ของธปท.ที่มีผลขาดทุน 1.39 แสนล้าบาทว่า ในหลักการธนาคารกลางไม่ได้ดำเนินภารกิจเพื่อแสวงหากำไร ผลขาดทุนที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเป็นขาดทุนทางบัญชีจากการตีราคาทรัพย์สิน และโดยลักษณะของงบการเงินของธนาคารกลางที่มิได้เป็นสกุลหลักของโลก เช่น ไทย จะมีสินทรัพย์เป็นเงินตราต่างประเทศ แต่มีหนี้สินเป็นสกุลเงินท้องถิ่นทำให้การขาดทุนไม่เป็นข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายการเงิน หากยังสามารถรักษาความน่าเชื่อถือของการดำเนินนโยบาย ด้วยความโปร่งใส มีอิสระในการดำเนินนโยบาย และสื่อสารต่อสาธารณะอย่างชัดเจน
“อย่างไรก็ดี ธปท. ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการวางแนวทางเพื่อลดผลการขาดทุน โดยส่งเสริมให้กลไกตลาดปรับตัวได้ดีขึ้น เอกชนไทยมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ผ่อนคลายกฎเกณฑ์ด้านการนำเงินทุนออกไปลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความสมดุลของเงินไหลเข้าและไหลออก โดยเฉพาะการลงทุนของธุรกิจในต่างประเทศ และการให้กองทุนรวมและผู้ลงทุนที่มีความพร้อมสามารถลงทุนในต่างประเทศได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยในการบริหารเงินออมของคนไทยให้มีการกระจายตัวได้ดีขึ้นด้วย” นางจันทวรรณกล่าว
ทั้งนี้ ปัจจุบันฐานะด้านต่างประเทศของไทยอยู่ในระดับที่มั่นคง เงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง ธปท ขอให้ความมั่นใจว่า ธปท.จะยังคงยึดแนวทางการทำหน้าที่ธนาคารกลางที่ดี มุ่งมั่นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินของประเทศเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนไทย
นางจันทวรรณ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังสาเหตุอื่นๆที่ทำให้ธปท.มีภาระขาดทุน คือ 1. เศรษฐกิจการเงินของโลกมีความผันผวนต่อเนื่องตลอดปี 2559 ตามความไม่แน่นอนของทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลัก จนถึงการเลือกตั้งในหลายๆ ประเทศที่เปลี่ยนทัศนคติและมุมมองของนักลงทุนต่อการลงทุนในสินทรัพย์ของประเทศอุตสาหกรรมหลัก ส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้าประเทศเกิดใหม่ รวมทั้งไทยในปริมาณที่สูงเป็นระยะๆ ธปท.จึงได้เข้าไปดูแลเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดเงินตราต่างประเทศของไทย ที่มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับปริมาณเงินทุนที่ไหลเข้ามาในบางช่วงอย่างรวดเร็วและในปริมาณที่สูง
2. การเข้ารักษาเสถียรภาพของตลาดของธปท.ด้วยการเข้าไปซื้อเงินตราต่างประเทศ เพื่อให้เงินบาทปรับแข็งค่าอย่างค่อยเป็นค่อยไปนั้น เป็นไปเพื่อให้เวลากับเอกชนในการปรับตัว ทำให้ ธปท. มีค่าใช้จ่ายในการดูดซับสภาพคล่องที่ ธปท.ปล่อยเข้าสู่ระบบจากการซื้อเงินตราต่างประเทศ ซึ่งค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นต้นทุนในการรักษาเสถียรภาพตลาดเงินในประเทศที่ส่งผลต่อฐานะการเงินหรือการขาดทุนของ ธปท. ซึ่งภาวะเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะไทย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางของหลายประเทศต้องมีภาระในการดูแลเสถียรภาพการเงินของประเทศเช่นกัน
3. ผลขาดทุน 1.39 แสนล้านบาท เป็นผลจากการดำเนินนโยบายเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจตามหน้าที่ โดยมีต้นทุนที่ทำให้ขาดทุนจากผลของการทำนโยบายใน 2 ส่วนสำคัญ คือ ส่วนที่ 1 : ผลจากการตีราคา เงินสำรองระหว่างประเทศที่ประกอบด้วยสินทรัพย์ต่างประเทศสกุลต่างๆ อาทิ เหรียญสหรัฐ ยูโร เยน ปอนด์ เป็นต้น ซึ่ง ณ ทุกสิ้นปีจะมีการเทียบมูลค่าสินทรัพย์เหล่านี้ในรูปของเงินบาท เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานทางบัญชี ซึ่งในปี 2559 เงินสกุลหลักๆ โดยเฉพาะเงินปอนด์และเงินยูโร คงอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินบาท ฉะนั้น เมื่อตีค่ากลับมาเป็นเงินบาทก็จะมีมูลค่าลดลง ทำให้ส่วนนี้มีผลขาดทุนจากการตีราคา 5.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการขาดทุนทางบัญชี
สำหรับมาตรฐานบัญชีที่กำหนดให้ตีราคาเงินสำรองระหว่างประเทศเป็นเงินบาท เพื่อให้ทราบว่าหากจำเป็นต้องขายเงินสำรองทั้งหมดเพื่อแปลงให้อยู่ในรูปเงินบาทแล้ว สถานะการเงินจะเป็นอย่างไร แต่ ธปท.ไม่ได้ขายเงินสำรองระหว่างประเทศที่ถือครองออกไปจริงๆ ตัวเลขขาดทุนจากการตีราคาจึงเป็นการขาดทุนทางบัญชี โดยสิ้นปี 2559 ธปท.มีเงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ที่ 1.719 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ สูงขึ้นเทียบกับ ปี 2558 ที่ 1.570 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งงบการเงินของ ธปท. มักแสดงผลขาดทุนในปีที่เงินตราต่างประเทศอ่อนลง หรือเงินบาทแข็ง
ส่วนที่ 2. : ขาดทุนจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยรับและจ่าย ที่เป็นผลจากการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. เพื่อดูดซับสภาพคล่องในระบบ ซึ่งมีต้นทุนจ่ายเป็นดอกเบี้ยที่เป็นเงินบาท แต่มีดอกเบี้ยรับจากการนำเงินตราต่างประเทศในเงินสำรองระหว่างประเทศไปลงทุน ซึ่งในปี 2559 ดอกเบี้ยที่ได้จากเงินสกุลสำคัญของโลกต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินบาท ทำให้ขาดทุนจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ดีผลการขาดทุนส่วนนี้ได้ปรับลดลงบ้างตามอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่ลดต่ำลง ขณะที่ดอกเบี้ยรับจากการลงทุนในต่างประเทศเริ่มเพิ่มสูงขึ้น ตามการทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศอุตสาหกรรมบางแห่งในช่วงปลายปี 2559







