posttoday
ว่างงานไม่น่าห่วง หวังครึ่งปีหลังฟื้น

ว่างงานไม่น่าห่วง หวังครึ่งปีหลังฟื้น

27 พฤษภาคม 2560

ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยภาวะสังคมไทยไตรมาสแรกปี 2560 ว่า อัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสแรกของปีนี้มาอยู่ที่ 1.2% มีทั้งผู้ที่เคยและไม่เคยทำงานมาก่อน โดยในกลุ่มผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อนมีสัดส่วน 46% เป็นกลุ่มผู้จบการศึกษาระดับอุดมศึกษา

ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยภาวะสังคมไทยไตรมาสแรกปี 2560 ว่า อัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสแรกของปีนี้มาอยู่ที่ 1.2% มีทั้งผู้ที่เคยและไม่เคยทำงานมาก่อน โดยในกลุ่มผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อนมีสัดส่วน 46% เป็นกลุ่มผู้จบการศึกษาระดับอุดมศึกษา

“สถานการณ์การจ้างงานที่ลดลง และอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้นนั้น ยังไม่ใช่ปัญหาที่น่ากังวล เพราะเชื่อว่า เป็นสถานการณ์ช่วงสั้นๆ และเกิดจากการปรับโครงสร้างแรงงานและมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ ทำให้มีส่วนในการปรับตัวของแรงงานจากประเภทหนึ่งไปสู่อีกประเภทหนึ่ง อย่างไรก็ดีตัวเลขการจ้างงานในเดือน เม.ย.มีสัญญาณที่ดีขึ้นตามการขยายตัวของภาคการส่งออก” ปรเมธี กล่าว

ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมา เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การจ้างงานลดลง โดยการลงทุนของภาคเอกชนติดลบมากถึง 2.2% ในปี 2558 ที่ผ่านมา และในไตรมาสแรกปีนี้การติดลบลดลงมาอยู่ที่ 1.1% แต่ สศช.ยังเชื่อมั่นและประเมินภาพรวมการลงทุนของภาคเอกชนในปีนี้ยังเป็นบวกและสูงกว่าปีก่อนที่ 0.4% เพราะภาคการส่งออกที่ขยายตัวนำไปสู่การจ้างงานในภาคการผลิตและก่อสร้างที่คาดว่าจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวในช่วง
ครึ่งปีหลัง โดยมีสัญญาณความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการดีขึ้นเป็นลำดับจากระดับ 48.7 ในปี 2558 เป็น 49.6 และ 50.8 ในปี 2559 และไตรมาสแรกของปี 2560 ตามลำดับ

“หากการส่งออกสามารถเพิ่มขึ้นได้ตามเป้าหมายและตลอดปีขยายตัวได้เฉลี่ย 3.6% ตามแนวโน้มการปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจโลก การเร่งใช้จ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะการใช้จ่ายลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน จะทำให้เอกชนมี
ความมั่นใจและนำไปสู่การขยายตำแหน่งงานในระยะต่อไป โดยเฉพาะในภาคการผลิต ก่อสร้าง การขายส่ง/ขายปลีก และช่วยลดอัตราการว่างงาน” ปรเมธี กล่าว

สำหรับการเตรียมพร้อมทักษะแรงงานไทยในอนาคต เพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพที่จะเป็นอุตสาหกรรมในอนาคต (เฟิร์ส เอส-เคิร์ฟ) นั้น ปัจจุบันยังต่ำกว่าความคาดหวังของผู้ประกอบการในหลายด้าน เช่น ภาษา คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยี รวมทั้งยังมีแรงงานไร้ฝีมือจำนวนไม่น้อย

จากผลสำรวจทักษะแรงงานในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพที่จะเป็นอุตสาหกรรมในอนาคต 5 อุตสาหกรรม ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เกษตร/การผลิตยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง แปรรูปอาหาร ที่พัก สปาและเรือสำราญ พบว่า แรงงาน 63% รับรู้แนวคิดในการพัฒนาประเทศไทย 4.0 แต่ยังมีความเข้าใจไม่ตรงกัน ผู้ประกอบการ 80% เห็นด้วยกับแนวคิดไทยแลนด์ 4.0 เห็นว่ามีความจำเป็นแต่ยังมีข้อกังวลในกลุ่มเอสเอ็มอีที่ยังมีข้อจำกัดและไม่อาจก้าวทันการพัฒนา ซึ่งรัฐต้องมีแนวทางที่ชัดเจนในการส่งเสริมและสนับสนุน

ขณะที่ด้านทักษะแรงงาน ผู้ประกอบการเห็นว่าแรงงานมีทักษะในระดับมากมีเพียงการใช้ภาษาอังกฤษ และการค้นคว้าข้อมูลระดับปานกลาง แต่แรงงานจบใหม่มีทักษะต่ำกว่าแรงงานที่มีประสบการณ์ในทุกด้าน ส่วนการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศส่วนใหญ่มีทักษะใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ แต่ขาดทักษะการสร้างเนื้อหา

ทั้งนี้ ตามแนวคิดการพัฒนาไทยแลนด์ 4.0 ยังมีข้อจำกัดดังกล่าวข้างต้น จึงต้องมีการพัฒนาทักษะแรงงาน ด้วยการออกแบบหลักสูตรอบรมให้เหมาะกับแต่ละคลัสเตอร์อุตสาหกรรม เช่น การพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม การเพิ่มทักษะใหม่ๆ และการเพิ่มทักษะให้มีความหลากหลาย และสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ รวมถึงการสนับสนุนด้านเงินทุน การลงทุนนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ ทั้งหมดนี้เป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติที่มีแผนรองรับแล้ว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท