
คปภ.ทยอยเปิดเสรี ธุรกิจประกัน-เบี้ย
ปี 2563 ภาคธุรกิจประกันภัยจะต้องเปิดเสรีประกันภัยพร้อมกับกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 10 ประเทศ ที่มีประชากรร่วม 600 ล้านคน ซึ่งเหลือเวลาอีก 3 ปีเท่านั้น
โดย...วารุณี อินวันนา
ในปี 2563 ภาคธุรกิจประกันภัยจะต้องเปิดเสรีประกันภัยพร้อมกับกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 10 ประเทศ ที่มีประชากรร่วม 600 ล้านคน ซึ่งเหลือเวลาอีก 3 ปีเท่านั้น ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยต้องเร่งวางกฎกติกา และเร่งผลักดันให้ธุรกิจไทยมีความพร้อมล่วงหน้ารับมือกับการเปิดเสรีดังกล่าว
ทั้งนี้ การเปิดเสรีประกันภัยมีความคืบหน้ามาอย่างต่อเนื่อง จากระยะแรกที่มีการเพิ่มใบอนุญาตบริษัทประกันภัยและบริษัทประกันชีวิต ต่อมาระยะที่สอง มีการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นในบริษัทประกันเพิ่มจาก 25% เป็นไม่เกิน 49% และล่าสุดกำลังเข้าสู่ระยะที่สามคือ การให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นในบริษัทประกันภัยได้ 100%
สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวว่า การเปิดเสรีธุรกิจประกันภัยเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยในส่วนการให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นนั้นเป็นอำนาจของ รมว.คลัง ตามการเสนอของคณะกรรมการ คปภ.
ล่าสุด คปภ.ได้เปิดให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นได้ 100% เพื่อขยายธุรกิจในประเทศไทยได้ แต่มีเงื่อนไขว่า ในกรณีที่เป็นบริษัทประกันชีวิตต้องมีการดำรงเงินกองทุนที่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาท และบริษัทประกันวินาศภัย ต้องมีเงินกองทุนที่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจ แต่ยังไม่เปิดให้มีการเข้ามาตั้งสาขาได้ นอกจากนี้ ต่างชาติที่จะเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่จะต้องมีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจประกันภัยไม่น้อยกว่า 10 ปี
“ถือเป็นการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นได้ 100% โดยบริษัทไม่ต้องมีปัญหาฐานะการเงิน หรือ เหตุการณ์พิเศษ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่มีการระบุไว้ในกฎหมายตั้งแต่ปี 2558 แล้ว แต่ไม่มีกำหนดรายละเอียด กติกา ผมก็มาทำให้สมบูรณ์ขึ้น จัดให้มีการร่างกติกา เพื่อจะได้เกิดความชัดเจนว่า การเข้ามาถือหุ้นมีเงื่อนไขอย่างไร และการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาในบริษัทที่มีปัญหา กับบริษัทที่ไม่มีปัญหา ต้องมีกติกาต่างกัน เพราะสเปกนักลงทุนคนละแบบ” สุทธิพล กล่าว
สุทธิพล กล่าวว่า คนไทยคงไม่ต้องการให้ต่างชาติเข้ามาเอาประโยชน์อย่างเดียว ต้องให้อะไรกับคนไทยด้วย จึงกำหนดเงื่อนไขชัดเจน เช่น เข้ามาแล้วต้องถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีให้ธุรกิจประกันภัยไทยด้วย ไม่ใช่เข้ามาเพื่อดูดเงินออกไปอย่างเดียว คนที่เข้ามาต้องเสริมสิ่งที่ไทยขาด ทั้งด้านเทคโนโลยีและความรู้ต่างๆ
อย่างไรก็ตาม การเปิดให้ต่างชาติถือหุ้น 100% ไม่ได้หมายความว่า นักลงทุนจะเข้ามาทันที หากเศรษฐกิจไม่ดีก็ไม่มีนักลงทุนเข้ามาช่วงก่อนมีนักลงทุนจากสหรัฐ สนใจอยากจะมาลงทุน แต่ขณะนี้เงียบไป เพราะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง
นอกจากนี้ คปภ.ยังสนับสนุนให้บริษัทที่มีความพร้อมขยายธุรกิจไปยังกลุ่มอาเซียน ซึ่งมีหลายบริษัทออกไปแล้ว ในกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม หรือซีแอลเอ็มวี โดยเฉพาะใน ลาว กัมพูชา เมียนมา มีบริษัทประกันชีวิต และบริษัทประกันวินาศภัย ร่วม 8 แห่งเข้าไปทำธุรกิจแล้ว อาทิ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต บริษัท กรุงเทพประกันภัย บริษัท ทิพยประกันภัย บริษัท ทิพยประกันชีวิต กลุ่มพานิชชีวะ บริษัท นวกิจประกันภัย บริษัท ฟอลคอนประกันภัย บริษัท ไทยรีประกันชีวิต บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต บริษัท เมืองไทยประกันภัย บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ และยังมีบริษัทอื่นๆ อีกที่อยู่ระหว่างการศึกษา
ทั้งนี้ การเข้าไปทำธุรกิจในกลุ่มซีแอลเอ็มวีส่วนใหญ่เป็นการร่วมทุนกับนักลงทุนท้องถิ่น รองลงมาเป็นการร่วมทุนกับสถาบันการเงินไทยที่ดำเนินการในต่างประเทศ การเปิดสำนักงานสาขา
รวมทั้งยังมีการลงนามความร่วมมือในการขายประกันข้ามแดน การให้บริการสินไหมทดแทนข้ามแดน ซึ่งประเทศในกลุ่มนี้ผู้บริโภคมีความคุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์และบริการของไทย โดยเฉพาะ ประกันภัยรถยนต์ ประกันชีวิต และประกันสุขภาพ จะได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ
ด้านแหล่งข่าวจากสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า ในกลุ่มอาเซียนธุรกิจประกันภัยไทยถือว่ามีความแข็งแกร่ง เป็นรองเฉพาะสิงคโปร์และมาเลเซียเท่านั้น และจากการที่รัฐบาลไทยมีนโยบายที่จะยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางในด้านต่างๆ อาทิ ศูนย์กลางทางการรักษาพยาบาล ศูนย์กลางด้านการขนส่ง ศูนย์กลางด้านอัญมณี และอื่นๆ จะเป็นโอกาสให้ธุรกิจประกันภัยไทยเข้าไปมีส่วนในเบี้ยประกันภัยต่างๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่การเปิดเสรีเบี้ยประกันภัยนั้นได้เริ่มทยอยทำแล้ว เริ่มจากการเพิ่มความคุ้มครองประกันภัยภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ. โดยที่ไม่เพิ่มเบี้ยประกันภัย การให้ส่วนลด 5-10% เบี้ยประกันภัยรถยนต์สำหรับรถที่ติดตั้งกล้องวงจรปิด การลดเบี้ยประกันอัคคีภัยบ้าน 10-15% ซึ่งเป็นการทดสอบความสามารถในการบริหารจัดการ และความแข็งแกร่งทางการเงินของบริษัทประกันวินาศภัย
สำหรับในเรื่องเบี้ยประกันนั้น แม้ว่าปัจจุบันจะมีการกำหนดเพดานเบี้ยประกันภัยต่างๆ เพื่อไม่ให้บริษัทที่มีเงินกองทุนขนาดใหญ่ทุ่มตลาดด้วยการคิดเบี้ยราคาถูก และไม่ให้บริษัทขนาดเล็กใช้ราคาต่ำในการทำตลาดจนบริษัทเสียหาย แต่การที่ คปภ.ออกประกาศลดเบี้ย ให้ส่วนลดเบี้ย ถือเป็นการส่งสัญญาณการเปิดเสรีเบี้ยประกันภัยที่ภาคธุรกิจจะต้องเตรียมรับมือ
โดยประกันภัยรถยนต์จะเป็นกลุ่มแรกที่จะมีการเปิดเสรีเบี้ยประกันภัย เพราะมีจำนวนผู้ทำประกันมาก และมีข้อมูล สถิติ ที่มากพอ ทำให้เห็นต้นทุนชัดเจน ซึ่งภาคธุรกิจเองได้เตรียมพร้อมและทดลองทำแล้วบางส่วน เช่น การออกสินค้าเฉพาะกลุ่มที่คิดเบี้ยถูกกว่าตลาด เพื่อดูต้นทุนความเสียหาย ค่าใช้จ่ายในการจัดการสินไหมทดแทน ค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัย และกำไร เป็นต้น
“ทุกวันนี้ รถบางยี่ห้อบริษัทประกันขาดทุนหนัก แต่ยังขายกันได้ในราคาเบี้ยที่ต่ำ เพราะมีการนำเบี้ยประกันภัยอื่นมาโปะ แต่ถ้าเปิดเสรีเบี้ยประกันภัยทั้งหมดพร้อมกันจะต้องมานั่งดูรายสินค้าเลย และเบี้ยจะถูกกำหนดจากต้นทุนที่แท้จริง บวกด้วยกำไร ซึ่งไทยเดินทางมาถึงระยะกลางของการเปิดเสรีเบี้ยแล้ว คือ การให้ส่วนลดเบี้ยในส่วนของอุปกรณ์เสริมที่เพิ่มความปลอดภัยเหมือนที่ญี่ปุ่น และหลายประเทศทำก่อนเปิดเสรีที่ได้ศึกษามาหมดแล้ว” แหล่งข่าวเปิดเผย
นอกจากนี้ ภาคธุรกิจประกันวินาศภัยกำลังดำเนินการควบรวมกิจการของสำนักงานอัตราเบี้ยประกันวินาศภัย (IPRB) กับบริษัท ไทยอินชัวเรอส์ดาต้าเนท (TID) เป็นบริษัท ไทยแลนด์อินชัวรันส์ รีเสริชแอนด์ดีเวลล็อปเม้นท์ (TIRD) มีฐานะเป็นองค์กรอิสระ ทำหน้าที่คำนวณต้นทุนธุรกิจประกันวินาศภัยทั้งระบบ เพื่อหาต้นทุนอ้างอิง และให้คำแนะนำด้านการเปิดเสรีเบี้ยประกันภัยในอนาคต
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาบริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัยได้ปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเพิ่มธุรกิจดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันและลดต้นทุนทางธุรกิจ เตรียมไว้รับมือกับการเปิดเสรีในอนาคตอันใกล้







