
อินเดียเติบโตแบบ ‘ก้าวกระโดด’
ในระหว่างที่กองทุนบัวหลวงเยือนมุมไบในช่วงกลางเดือน พ.ค. 2560
โดย...ทนง ขันทอง กองทุนบัวหลวง
ในระหว่างที่กองทุนบัวหลวงเยือนมุมไบในช่วงกลางเดือน พ.ค. 2560 เพื่อดูแนวโน้มและศักยภาพเศรษฐกิจของอินเดีย ทีมงานกองทุนบัวหลวงมีโอกาสพบปะพูดคุยและฟังบรรยายสรุปจากทีมงาน Reliance Nippon Life Asset Ltd. หนึ่งในบริษัทจัดการกองทุนรวมที่ใหญ่ที่สุดของอินเดียถึงสถานการณ์ล่าสุดของเศรษฐกิจอินเดีย และโอกาสที่จะเจริญเติบโตในอนาคต
ในโอกาสนี้ ซันดีฟ สิกกะ ซีอีโอ Reliance Nippon Life Asset Management Ltd. ได้ให้สัมภาษณ์กับกองทุนบัวหลวงถึงโอกาสของการเติบโตของอินเดีย ดังนี้
โอกาสการเจริญเติบโตของอินเดียมีอีกมาก หลังจากนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี เข้ารับตำแหน่งในปี 2557 เพราะได้ปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นด้านโครงสร้างพื้นฐาน บ้านเอื้ออาทรสำหรับผู้มีรายได้น้อย ภาษีในอัตราเดียวทั้งประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอินเดีย แม้จะได้รับเอกราชมาตั้งแต่ปี 2490 แต่ความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง
หนึ่งในเรื่องใหญ่ที่สุด คือ หมายเลขบัตรประจำตัวประกันสังคม ต่อไปนี้คนอินเดียทุกคนจะมีตัวตนด้านดิจิทัล ซึ่งจะทำให้การช่วยเหลือด้านภาษี การเสียภาษี การให้บริการต่างๆ เข้าสู่ระบบ (ที่ผ่านมาเศรษฐกิจของอินเดีย 50% อยู่ในตลาดมืด)
นอกจากนี้ รัฐบาลอินเดียจะดูแลวินัยการคลังได้ดีขึ้น เมื่อการขาดดุลการคลังลดลง ทำให้ประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้น เงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น ค่าเงินรูปีมั่นคงขึ้น อีกใน 5 ปี จะได้เห็นอินเดียเป็นประเทศ 1 ใน 3 ของโลกที่มีศักยภาพมากที่สุด
ต่อคำถามว่า ภาคส่วนใดของเศรษฐกิจอินเดียที่มีโอกาสเจริญเติบโตมากที่สุด
สิกกะ ตอบว่า เกือบจะทุกเซ็กเตอร์ของอินเดียกำลังอยู่ในช่วงขยายตัวอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งอินเดียมีความจำเป็นที่จะต้องลงทุนสูงมาก เรื่องโครงการบ้านเอื้ออาทรสำหรับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งนายกรัฐมนตรี โมดี ได้ริเริ่มขึ้นมา เพราะว่าคนอินเดียราว 40-50% (ประชากร 1,300 ล้านคน) ไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง การปลูกสร้างบ้านจะนำไปสู่ความต้องการใช้ซีเมนต์ เหล็ก และสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ
การให้บริการทางการเงินต่างๆ จะสูงขึ้นตามรายได้ต่อหัวของคนอินเดีย จากที่เคยมีรายได้ต่อหัว 200 เหรียญสหรัฐ ตอนนี้คนอินเดียมีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นระหว่าง 1,200-1,500 เหรียญสหรัฐ หลังความต้องการพื้นฐานได้รับการดูแล คนอินเดียจะมีเงินเหลือมากยิ่งขึ้นในการบริโภค หรือการใช้จ่ายในประเทศ นอกจากนี้ภาคการเงินยังมีโอกาสโต เพราะคนอินเดียเพียงแค่ 2% เท่านั้นที่ลงทุนในกองทุนฟันด์ และคนอินเดียเพียง 10% ซื้อประกันชีวิต ด้วยเหตุนี้โอกาสเติบโตในภาคบริการทางการเงินของอินเดียจึงมีอีกมาก
หากจะลงทุนในตลาดหุ้นของอินเดียตอนนี้ จะช้าเกินไปหรือไม่ สิกกะ ตอบว่า การประเมินตลาดหุ้นเป็นเรื่องของราคา แม้ที่ผ่านมาตลาดจะทำราคาสูงขึ้น แต่ถ้าดูผลประกอบการหรือกำไรของบริษัทยังคงดีอยู่ ตลาดไม่ได้แพงจนเกินไป ถ้าหากบริษัทในตลาดยังคงได้กำไร 15% ตลาดโดยรวมยังจะสามารถไปต่อไป 15-20% นักลงทุนที่เฝ้าติดตามตลาดอินเดียอย่างสุขุมรอบคอบในเวลานี้ จะรู้ดีว่าตลาดไม่ได้แพงเกินไป
สิกกะให้คะแนนการบริหารงานของนายกรัฐมนตรี โมดี ไว้ดีมาก คือให้ 10 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 ในการบริหาร การตัดสินใจ และการริเริ่มโครงการต่างๆ ทำได้ดีในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วยตั้งลำให้อินเดียได้เจริญเติบโตได้ในระยะ 10-15 ปีข้างหน้า (ในปี 2549 ตัวเลขอัตราเติบโตเศรษฐกิจ (จีดีพี) อินเดียน้อยกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แต่ในปีนี้อยู่ที่ 2 ล้านล้านกว่าเหรียญสหรัฐ เกือบแตะ 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คาดการณ์ว่าจีดีพีอินเดียจะเติบโตไปที่ 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2564)







