posttoday
จัดพอร์ตด้วย กองทุนตราสารหนี้

จัดพอร์ตด้วย กองทุนตราสารหนี้

21 พฤษภาคม 2560

โดย...วิน พรหมแพทย์, CFA

โดย...วิน พรหมแพทย์, CFA

ตราสารหนี้ เป็นตราสารที่แสดงสัญญาการกู้ยืมเงิน โดยผู้ออกตราสาร (ลูกหนี้) สัญญาว่าจะจ่ายดอกเบี้ยพร้อมเงินต้นให้แก่ผู้ถือตราสาร (เจ้าหนี้) เมื่อครบกำหนดหรือจ่ายดอกเบี้ยเป็นงวดๆ แล้วแต่จะตกลงกัน ผู้ออกตราสารเป็นได้ทั้งรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ นิติบุคคลเฉพาะกิจ และเอกชน

ตราสารหนี้ที่ออกโดยภาครัฐ องค์กรของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เรียกว่า “พันธบัตร” หากออกโดยภาคเอกชนหรือบริษัทต่างๆ เรียกว่า “หุ้นกู้” นอกจากนี้ยังมีหลักทรัพย์อีกหลายชนิดที่จัดเป็นตราสารหนี้ อาทิ ตั๋วเงินคลัง ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน รวมทั้งเงินฝากธนาคาร ก็จัดเป็นตราสารหนี้เช่นกัน โดยทั่วไปตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล หรือหน่วยงานของรัฐ เช่น พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ฯลฯ จัดเป็นตราสารที่มีความมั่นคงสูงกว่าตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทเอกชน

การลงทุนใน “หุ้นกู้” ก็เหมือนกับการปล่อยกู้ ซึ่งเราต้องวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ก่อน ประกอบกับผู้ออกตราสารเป็นบริษัทเอกชน โดยทั่วไปมีความน่าเชื่อถือหรือเครดิตด้อยกว่ารัฐบาล กฎหมายจึงบังคับให้ผู้ออกหุ้นกู้จัดให้มีการประเมินอันดับเครดิตโดยผู้จัดอันดับความน่าเชื่อถือ ข้อมูลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะช่วยให้ผู้ลงทุนสะดวกขึ้นที่จะประเมินความเสี่ยง อันดับเครดิตกลุ่มใหญ่ที่เรียงลำดับจากมั่นคงมากไปมั่นคงน้อย คือ AAA, AA, A, BBB, BB, B, CCC, CC.....ไปเรื่อยๆ จนถึง D โดยปกติหุ้นกู้ที่มีคุณภาพดีควรจะมีอันดับเครดิต BBB- หรือเทียบเท่าขึ้นไป เราเรียกหุ้นกู้กลุ่มนี้ว่า มีคุณภาพสามารถลงทุนได้ (Investment Grade) ส่วนหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตตั้งแต่ BB+ หรือต่ำกว่า เราเรียกว่าเป็น กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง (Junk Grade หรือ High Yield)

ตามปกติ นักลงทุนรายบุคคลมีทางเลือกการลงทุนในตราสารหนี้ทางตรงได้เพียงไม่กี่ช่องทาง อาทิ

1.พันธบัตรออมทรัพย์ เป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลไทยโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการออมเงิน พันธบัตรออมทรัพย์มักมีอายุ 3, 5 หรือ 7 ปี และมักกำหนดให้ต้องถือจนครบอายุ ข้อจำกัดสำคัญ คือ การออกพันธบัตรออมทรัพย์มักเกิดขึ้นนานๆ ครั้ง จึงเป็นการลงทุนที่มักได้รับความสนใจสูงมากในภาวะดอกเบี้ยต่ำ ผู้สนใจต้องไปต่อคิวยาวและอาจจะถูกจำกัดวงเงินลงทุนในจำนวนไม่มากนัก

2.หุ้นกู้เอกชน (บางรุ่น) เป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทเอกชนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกู้ยืมเงินไปดำเนินกิจการ โดยทั่วไปหุ้นกู้เอกชนจะเน้นไปที่นักลงทุนสถาบัน จะมีหุ้นกู้เพียงไม่กี่รุ่นที่เปิดให้ผู้ลงทุนรายย่อยร่วมจองด้วย

นอกจาก 2 รายการข้างต้นแล้ว การลงทุนตราสารหนี้ส่วนใหญ่ของประเทศไทยถูกจำกัดวงเฉพาะในกลุ่มผู้ลงทุนสถาบัน เนื่องจากต้องมีเงินลงทุนขั้นต่ำตั้งแต่ 10-20 ล้านบาทขึ้นไป จึงมักจะไม่สะดวกสำหรับนักลงทุนรายย่อย จึงขอแนะนำให้ลงทุนในตราสารหนี้ทางอ้อมผ่าน กองทุนรวมตราสารหนี้ ครับ

กองทุนรวมตราสารหนี้ คือ การรวบรวมเงินของผู้ลงทุนรายย่อยนำไปลงทุนในตราสารหนี้ต่างๆ ที่มีความมั่นคงสูง ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ หุ้นกู้เอกชน ฯลฯ เป็นเครื่องมือการลงทุนที่ได้รับความนิยมและเติบโตเร็วมากในช่วงที่ผ่านมา จากแนวโน้มดอกเบี้ยต่ำและผู้ลงทุนต้องการแสวงหาดอกผลที่สูงขึ้น แต่ยังเน้นหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงและมีสภาพคล่องพอสมควร

ในภาวะดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่อง ยุคหนึ่งเราได้เห็นเงินลงทุนจำนวนมากไหลออกจากบัญชีเงินฝากธนาคารไปสู่กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Funds) ต่อมาดอกผลจากกองทุนรวมตลาดเงินก็ลดต่ำลงเรื่อยๆ จึงเริ่มเห็นเงินลงทุนไหลออกไปสู่กองทุนรวมตราสารหนี้ (Fixed Income Fund) มากขึ้น

จากสถิติที่รวบรวมโดยสมาคมบริษัทจัดการลงทุน พบว่า ณ สิ้นปี 2559 กองทุนตราสารหนี้มีมูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 2.5 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54% ของมูลค่ากองทุนรวมทั้งหมด โดยในจำนวนนี้ ประกอบด้วย กองทุนรวมตลาดเงิน ประมาณ 2.8 แสนล้านบาท กองทุนรวมตราสารหนี้ทั่วไป 1.5 ล้านล้านบาท และอื่นๆ อีกประมาณ 7 แสนล้านบาท

ข้อดีของการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้

1.ใช้เงินลงทุนน้อย - ตลาดตราสารหนี้เป็นของนักลงทุนสถาบัน ธุรกรรมการซื้อขายตราสารหนี้จึงใช้เงินลงทุนขั้นต่ำเป็นหลักล้านไปจนถึงหลักพันล้านบาท ทำให้นักลงทุนรายย่อยเข้าไม่ถึง ในขณะที่การลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ ใช้เงินลงทุนเพียงหลักร้อยหรือพันบาทเท่านั้น

2.ไม่มีภาระภาษี - การลงทุนในเงินฝากธนาคารหรือตราสารหนี้ทางตรง เมื่อได้รับดอกเบี้ย ผู้ลงทุนจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่การลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ ตัวกองทุนไม่มีภาระภาษี ผลตอบแทนที่ถึงมือผู้ลงทุนจึงได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น

3.มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก - กองทุนรวมตราสารหนี้มีช่องทางการนำเงินไปลงทุนได้หลากหลาย ทั้งพันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ หุ้นกู้เอกชน ไปจนถึงตราสารหนี้ต่างประเทศ ฯลฯ ส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ตัวอย่างเช่น ณ วันที่ 31 มี.ค. 2560 พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ให้ผลตอบแทน 2.75% ในขณะที่เงินฝากธนาคาร 12 เดือน ให้ดอกเบี้ยเพียง 1.30-1.50%

4.มีโอกาสลงทุนในตราสารหนี้ที่ตัวเราเข้าไม่ถึง - นอกจากกองทุนรวมตราสารหนี้จะเปิดโอกาสให้เราได้ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ และหุ้นกู้เอกชน ส่วนใหญ่เราเข้าไม่ถึง ยังเป็นช่องทางให้เราได้รับผลตอบแทนสูงจากตราสารหนี้แบบพิเศษต่างๆ อาทิ พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ (Inflation Linked Bond) เป็นพันธบัตรรุ่นพิเศษที่ออกโดยกระทรวงการคลัง มีการปรับผลตอบแทนตามการเปลี่ยนแปลงเงินเฟ้อ ความน่าสนใจของพันธบัตรรุ่นพิเศษนี้ ก็คือ เรามีโอกาสรับผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลทั่วไปถึง 0.5-1.0% ต่อปี ทั้งๆ ที่มีความเสี่ยงเท่ากันเพราะเป็นพันธบัตรรัฐบาลทั้งคู่

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท