
คลังยืนภาษีแวต7%ต่ออีกปี
เตรียมเสนอครม.สวนทางสนช. ยันอี-เพย์เมนต์ช่วยดันรายได้รัฐเพิ่ม1แสนล้าน
เตรียมเสนอครม.สวนทางสนช. ยันอี-เพย์เมนต์ช่วยดันรายได้รัฐเพิ่ม1แสนล้าน
โพสต์ทูเดย์ - คลังเตรียมชง ครม.ลดภาษีแวต 7% ต่ออีก 1 ปี ยันอี-เพย์เมนต์ช่วยให้จัดเก็บรายได้เพิ่มอยู่แล้ว
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการขยายระยะเวลาลดภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือแวต ให้เหลือ 7% ออกไปอีก 1 ปี ส่วนข้อเสนอของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ให้ขึ้นภาษีแวตเป็น 8% เพื่อให้มีรายได้เพิ่มนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้
ด้าน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเสนอเพิ่มภาษีแวตของ สนช. ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ต้องพิจารณาจังหวะเวลาที่เหมาะสม
นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คลังจะเสนอ ครม.ให้ลดภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 10% เป็น 7% ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย. 2560 ออกไปอีก 1 ปี หรือไปสิ้นสุด 30 ก.ย. 2561 เพื่อให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่อเนื่องไม่เกิดการสะดุด
สำหรับข้อเสนอของ สนช.ให้รัฐบาลเพิ่มภาษีแวตอีก 1% นั้น ถือว่าเป็นข้อเสนอเก่าและอยู่ในแผนการปฏิรูปภาษีของกระทรวงการคลังอยู่แล้ว โดยปัจจุบันถือว่าภาษีแวตของไทยที่ 7% ถือว่าต่ำมาก แต่การปรับเพิ่มภาษีแวตต้องดูสภาวะเศรษฐกิจ ตอนนี้กำลังขยายตัวได้ดี เศรษฐกิจในไตรมาสแรก 2560 ขยายตัวได้ 3.3% หากปรับเพิ่มภาษีแวตตอนนี้จะทำให้เศรษฐกิจสะดุดได้
นอกจากนี้ ในแง่ของฐานะการคลังของประเทศปัจจุบันก็ยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มภาษีแวต เพราะโครงการระบบชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (อี-เพย์เมนต์) ของกระทรวงการคลังที่ดำเนินการอยู่ หากดำเนินการเต็มประสิทธิภาพจะทำให้สามารถเก็บภาษีเพิ่มขึ้น 1 แสนล้านบาท
“การปรับเพิ่มขึ้นภาษีแวตตอนนี้ไม่มีความจำเป็น ทั้งเหตุผลด้านเศรษฐกิจ และรายได้ของรัฐบาล คลังจะเสนอขยายเวลาการลดภาษีมูลค่าเพิ่มออกไปอีก 1 ปี หรือ 2 ปี แล้วแต่ฝ่ายนโยบายจะพิจารณา” นายสมชัย กล่าว
นายสมชัย กล่าวอีกว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังได้ตั้งทีมงานปฏิรูปกฎหมายประมวลรัษฎากรทั้งฉบับ ซึ่งจะพิจารณาการปฏิรูปภาษีทุกตัว รวมถึงนำข้อเสนอของ สนช.มาพิจารณาด้วย ทั้งการปรับเพิ่มขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมถึงการเก็บภาษีลาภลอย ขณะนี้คลังอยู่ระหว่างร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่เก็บจากผลประโยชน์จากโครงการของรัฐ เช่น โครงการรถไฟฟ้า รถไฟ และการสร้างถนนมอเตอร์เวย์ ซึ่งเมื่อเสร็จแล้วจะเสนอ รมว.คลัง ให้พิจารณาต่อไป







