
ลงมาเป็นจังหวะซื้อ??
สิ้นสุดการประกาศผลประกอบของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำหรับกำไรไตรมาส 1/2560
โดย...อรลักษณ์ วงศ์มาศา นักวิเคราะห์อนุพันธ์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด
สิ้นสุดการประกาศผลประกอบของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำหรับกำไรไตรมาส 1/2560 หากรวมกำไรทุกบริษัทจะเติบโตขึ้น 21% เทียบปีก่อน และโตขึ้น 44% เทียบไตรมาสก่อน แต่หากดูเปรียบเทียบกับคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานแล้ว
KGI มีการจัดทำบทวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานประมาณ 100 บริษัท โดยมีบริษัทที่กำไรออกมาดีกว่าคาดการณ์ราว 37% ส่วนอีก 26% ต่ำกว่าคาด โดยหุ้นที่ทำได้ดีกว่าคาดการณ์ค่อนข้างมาก คือ หุ้นกลุ่มพลังงานโตขึ้น 67% และหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีโตขึ้น 100% และวัสดุก่อสร้างโตขึ้น 15% โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นบริษัท ปตท.(PTT) และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) กำไรโตขึ้น 95% และ 180% เทียบกับปีก่อน ถือว่าโตดีกว่าตลาดคาดมาก ทำให้นักวิเคราะห์น่าจะมีการปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรของปีนี้ของบริษัทเหล่านี้ขึ้น
แม้ว่ากำไรของหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีและวัสดุก่อสร้างจะออกมาดี แต่กำไรหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ถือว่าน่าผิดหวัง แม้ว่าจะมีกำไรโตขึ้น 1.7% เทียบกับปีก่อน แต่ต่ำกว่าคาดการณ์ราว 1.0% นอกจากนี้ยังมีข่าวลบที่ตลาดไม่คาดมาก่อน คือ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อรายย่อยลง 0.5% ซึ่งนักวิเคราะห์พื้นฐาน KGI ประเมินว่าจะส่งผลให้กำไรกลุ่มธนาคารพาณิชย์ลดลงราว 4% โดยรวมหุ้นขนาดใหญ่ทำผลงานได้ค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่เห็นกำไรหดตัวลง
ด้านปัจจัยภายนอก ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมามีปัจจัยบวกจากตัวเลขจ้างงานสหรัฐเดือน เม.ย.ที่ออกมาดีมาก ซึ่งเดิมตลาดมองว่าตัวเลขจ้างงานที่ดีมากจะช่วยหนุนให้เฟดน่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 13-14 เดือน มิ.ย.นี้ แต่ในระยะสั้นตลาดหันมาให้ความสำคัญต่อประเด็นทางการเมืองของประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลให้ Fed watch Tool (เครื่องมือที่ชี้ว่าตลาดคาดโอกาสในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด) จากก่อนหน้านี้เคยขึ้นไปถึงระดับ 87% ลงมาสู่ระดับปัจจุบันที่ 78% ทั้งนี้นักเศรษฐศาสตร์ KGI คาดเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน มิ.ย. แต่เฟดไม่น่าจะรีบร้อนปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่อง อาจปรับขึ้นอีกเพียงครั้งเดียวในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ ทำให้แนวโน้มเงินเหรียญสหรัฐจะแกว่งตัวถึงแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย
ด้านราคาน้ำมัน มีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คือ การประชุมโอเปกในวันที่ 25 พ.ค.นี้ ทั้งนี้นักวิเคราะห์พื้นฐาน KGI ยังคงมุมมองเดิมว่ากลุ่มผู้ผลิตน้ำมันทั้งกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) และนอกโอเปก จะบรรลุข้อตกลงการขยายเวลาในการปรับลดการผลิตน้ำมัน จากข้อตกลงเดิมที่จะสิ้นสุดในเดือน มิ.ย.นี้ แต่อาจจะขยายไปถึงช่วงสิ้นสุดไตรมาสแรกของปีหน้าแทนคาดการณ์เดิมที่จะขยายถึงแค่สิ้นปีนี้
หากเป็นไปตามคาด ภาวะน้ำมันล้นตลาดจะลดลง ในที่สุดแล้วจะส่งผลให้ภาวะอุปสงค์และอุปทานน้ำมันจะเริ่มเข้าสู่ภาวะสมดุลได้ในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ถือเป็นปัจจัยบวกต่อทิศทางราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตามปัจจัยเสี่ยงที่ต้องตามดู คือ ปริมาณผลิตน้ำมันของสหรัฐที่ยังคงปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และลิเบียอาจกลับมาเร่งผลิตน้ำมันได้ หากสามารถส่งออกน้ำมันผ่านท่าเรือเอส ซิเดอร์และราส ลานุฟ
ทั้งนี้ KGI ประเมินเป้าหมายราคาน้ำมันดิบดูไบ ณ สิ้นปีนี้ที่ 54 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล (เพิ่มขึ้นราว 6% จากราคาปัจจุบัน)
กลยุทธ์การลงทุนเดือน มิ.ย. เรามองเป็นจังหวะซื้อในช่วงชะลอลง เนื่องจากเราคาดว่าอาจแกว่งลงไม่มากนัก แล้วน่าจะปรับขึ้นได้ในช่วงหลังการประชุมเฟด ปัจจัยต่างประเทศแม้จะเป็นลบทั้งจากความกังวลเรื่องประธานาธิบดีสหรัฐและผลกระทบในช่วงกลางเดือนจากการประชุมเฟด แต่เราประเมินว่าจะเป็นความกังวลในระยะสั้น ในช่วงหลังการประชุมเฟดน่าจะเห็นแรงขายที่ลดลงและเริ่มทรงตัวถึงดีดฟื้นขึ้นได้ โดยได้ปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันที่คาดว่ามีแนวโน้มแกว่งตัวขึ้นได้ เพื่อสะท้อนผลบวกของการประชุมโอเปก รวมทั้งนักวิเคราะห์อาจปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่ที่ประกาศกำไรไตรมาสแรกออกมาดีกว่าคาด
แนะนำหาก S50M17 ลงมาใกล้แนวรับ 975/965 ประเมินว่าเป็นจังหวะให้เข้าสะสม Long อีกครั้งเพื่อรอขายที่แนวต้าน 995/1,005 จุด โดยให้จุดตัดขาดทุนหากผิดคาดทะลุต่ำกว่าแนวรับ 965 หรือหากขึ้นแรง แนะนำเปิด Short ที่แนวต้านใกล้ 1,005-1,015 จุด เพื่อรอปิดสถานะช่วงชะลอลงมาที่แนวรับ 985/975 โดยให้ตัดขาดทุนหากผิดคาดทะลุเหนือ 1015
สำหรับกลยุทธ์สัญญาทองคำล่วงหน้า เราประเมินว่าทองคำอาจขึ้นแบบดีดกลับทางเทคนิคชั่วคราวและอาจสลับแกว่งตัวลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงก่อนการประชุมเฟด โดยยังคงคำแนะนำ ลงซื้อขึ้นขายในสัญญา GF10M17 โดยแนะนำซื้อเมื่อชะลอลงมาแนวรับบาทละ 20,200/19,900 บาท เพื่อรอขายในช่วงเด้งขึ้นไปใกล้แนวต้าน 20,800/21,100 บาท โดยให้ตัดขาดทุนหากหลุดต่ำกว่า 19,900 บาท หรือหากขึ้นมาแรงใกล้แนวต้าน 20,800/21,100 บาท อาจพิจารณาเปิด Short เพื่อรอขายในช่วงชะลอลงไปแนวรับ 20,200/19,900 บาท โดยให้จุดหยุดขาดทุน หากทะลุเหนือ 21,100 บาท







