
แบงก์ปรับกระบวนทัพ ประกบลูกค้าส่งออก
การที่เงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็วจนล่าสุดมาอยู่ที่ 30.74 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ต้องปรับกระบวนทัพ เนื่องจากลูกค้าที่เป็นผู้ส่งออกได้รับผลสะเทือนจากค่าเงินบาทแข็ง
ปพนธ์ มังคละธนกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและผลิตภัณฑ์ธุรกิจเอสเอ็มอี ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ธนาคารเริ่มเป็นห่วงกลุ่มลูกค้าขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่เป็นกลุ่มผู้ส่งออก หลังจากเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลกระทบทำให้รายได้ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะลูกค้าที่ทำธุรกิจส่งออกอย่างเดียวไม่เน้นนำเข้า อาจมีผลต่อคุณภาพลูกค้า
ปพนธ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ธนาคารจึงได้ให้ฝ่ายดูแลลูกค้าใกล้ชิดลูกค้าที่ทำธุรกิจส่งออกเป็นรายๆ มากขึ้น โดยดูแลว่าบริหารธุรกิจเป็นอย่างไร เพราะรายได้ช่วงนี้จะลดลง
“
ถ้าเขาเป็นคนที่บริหารต้นทุนดี ก็ยังมีช่องว่างที่จะทำกำไรได้ แต่โดยรวมลูกค้าเอสเอ็มอีทำฟอร์เวิร์ดค่าเงินล่วงหน้าไม่มาก ตอนนี้อาร์เอ็มจึงต้องประกบ เพราะน่าเป็นห่วง” ปพนธ์ กล่าวด้าน บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า เงินบาทที่แข็งค่าในเวลาอันสั้นมีผลทำให้ธุรกิจปรับตัวลำบาก และมีโอกาสที่เงินบาทจะแข็งค่าต่อเนื่อง สิ้นปีอาจเห็นเงินบาทอยู่ที่ 30.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
สถานการณ์ขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีโจทย์ที่ยากกว่าเงินบาทแข็งค่า คือ การดูแลเงินเฟ้อ เพราะจะส่งผลทำให้ ธปท.ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยมีการคาดการณ์ว่าสิ้นปีจะเห็นดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2.25% จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.75% หากเป็นเช่นนั้นก็อาจส่งผลกลับมาที่เงินบาทอีก
ขณะที่ ไตรรงค์ บุตรากาศ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ไม่คิดว่าผลจากเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่องจะทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าเอสเอ็มอีลดลง เพราะเงินบาทไม่ได้แข็งค่าทีเดียว 12 บาท หากเป็นเช่นนั้นกำไรจะลดลงทันที แต่ในทางตรงข้าม เงินบาทค่อยๆ แข็งค่า ซึ่งผู้ประกอบการรับรู้ล่วงหน้าบ้างแล้ว
ไตรรงค์ กล่าวด้วยว่า อีกด้านของเงินบาทที่แข็งค่า คือ ผู้ส่งออกจะได้รับผลกระทบจากยอดขายที่ชะลอตัวลง เนื่องจากคู่ค้าจะมองว่าสินค้าของไทยแพงขึ้น ฉะนั้นการดูแลลูกค้าเอสเอ็มอีขณะนี้ได้ให้กลุ่มดูแลลูกค้าใกล้ชิดผู้ส่งออกมากขึ้น
พร้อมชักชวนลูกค้าทำฟอร์เวิร์ดค่าเงิน ซึ่งผู้ส่งออกที่เป็นเอสเอ็มอีคิดเป็นจำนวนรายมีสัดส่วน 30% ของจำนวนลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารทั้งหมด ซึ่งในจำนวนนี้มีเพียง 40% ที่ทำฟอร์เวิร์ดค่าเงิน
“
เชื่อว่าวันนี้ลูกค้าปรับตัวได้ แต่ถ้าแข็งฮวบเดียว 1 บาท ก็คงช็อก ถ้าค่อยๆ แข็งลูกค้าก็ปรับตัวอยู่แล้ว” ไตรรงค์ กล่าวไตรรงค์ กล่าวอีกว่า หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) กลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีต่ำกว่า 1% จากสินเชื่อเอสเอ็มอีคงค้าง 1.78 แสนล้านบาท
ปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ได้คุยกับลูกค้าธุรกิจส่งออก แม้จะกำไรน้อยลง แต่ยังไม่มีปัญหาความสามารถในการชำระหนี้
สำหรับลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารที่ทำธุรกิจการส่งออกมีสัดส่วน 20% ของลูกค้าเอสเอ็มอีรวม ในจำนวนนี้ทำฟอร์เวิร์ดประมาณ 20% ถือเป็นสัดส่วนไม่มาก ธนาคารต้องการให้ลูกค้าทำฟอร์เวิร์ดเพิ่มเป็น 40%
ในมุมมองของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ เห็นว่า ตั้งแต่ต้นปีเงินบาทแข็งค่ามาแล้ว 8.4% ซึ่งนับเป็นอันดับ 3 ในภูมิภาค โดยเป็นรองเพียงเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) และเงินริงกิตมาเลเซีย (MYR) ซึ่งทั้งคู่แข็งค่าขึ้นประมาณ 1011% ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ในขณะที่เงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาคอย่างเงินรูเปียห์อินโดนีเซีย (IDR) เหรียญสิงคโปร์ (SGD) และเปโซฟิลิปปินส์ (PHP) แข็งค่ามาประมาณ 4.84.9% เท่านั้น
ทั้งนี้ กว่าครึ่งของการแข็งค่าของเงินบาทดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย และเป็นการแข็งค่าเร็วกว่าการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐนับตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค. 2553 ที่ ธปท.ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในปีนี้ ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งขึ้นมาแล้วเกือบ 5% ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันค่าเงินเหรียญสหรัฐเมื่อเปรียบเทียบกับสกุลเงินต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย (Asia Dollar Index) อ่อนค่าลงราว 2% เท่านั้น หรือพูดอีกอย่างได้ว่า เงินบาทแข็งค่าเร็วกว่าค่าเงินสกุลอื่นๆ ในเอเชียโดยรวม
ค่าเงินบาทระยะสั้นอาจผันผวน แต่แนวโน้มระยะยาวน่าจะแข็งค่าต่อในปีหน้า แม้ว่าในระยะสั้นค่าเงินบาทอาจผันผวนจากการไหลเข้าออก ของเม็ดเงินระยะสั้นอย่างพวกที่เข้ามาลงทุนในตลาดเงินหรือตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งอาจหยุดหรือกลับทิศทางได้อย่างรวดเร็ว แต่ในระยะยาวการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทมีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้นต่อไปตามทิศทางของค่าเงินเหรียญสหรัฐ ที่น่าจะยังอ่อนค่าเทียบกับเงินสกุลหลักๆ ในภูมิภาคต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับค่าเงินหยวนของจีน ประกอบกับการไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศประเภทที่มีความผันผวนน้อย เช่นเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้าค่อนข้างสม่ำเสมอ และดุลบัญชีเดินสะพัดที่น่าจะยังคงเกินดุลในปีหน้า แม้มีแนวโน้มว่าอาจเกินดุลไม่มากเท่าปีนี้ เพราะการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของการบริโภคและการลงทุนในประเทศ
“
การแข็งค่าของเงินบาท เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เรามองว่า ธปท.ไม่น่าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครบทุกครั้ง ในการประชุมนโยบายการเงินอีก 2 ครั้งที่เหลือของปี” ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า เงินบาทแข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 13 ปีครั้งใหม่ เช่นเดียวกับสกุลเงินเอเชียอื่นๆ ที่ยังคงได้รับแรงหนุนสำคัญจากทิศทางการแข็งค่าของเงินหยวน และการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นโดยรวม
สำหรับการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทย ระบุว่า ได้สั่งการให้ ธปท.เข้าไปดูแลการทำธุรกรรมในตลาดตราสารหนี้อย่างใกล้ชิด หลังพบว่ามีการซื้อขายเปลี่ยนมือเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่การลงทุนในส่วนของตลาดหุ้นนั้นยังไม่พบการเก็งกำไร ส่วนค่าสกุลหลักนั้น เงินยูโรแข็งค่า ขึ้นหลังข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของจีน และระยะเวลาที่ผ่อนปรนสำหรับธนาคารในการปรับเข้ากับกฎระเบียบใหม่สำหรับภาคธนาคารนั้น ช่วยหนุนแรงซื้อสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น







