
Sell in May?
ในทางปฏิบัติหากย้อนดูผลตอบแทนของตลาดหุ้นสหรัฐในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา Sell in May ก็ดูเหมือนจะมีส่วนจริงอยู่บ้าง โดยดัชนี S&P500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยในเดือน มิ.ย. ค่อนข้างย่ำแย่ที่ -1.5% และมีเพียงแค่ 2 ปีใน 10 ปี เท่านั้นที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นในเดือน มิ.ย.
ในทางปฏิบัติหากย้อนดูผลตอบแทนของตลาดหุ้นสหรัฐในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา Sell in May ก็ดูเหมือนจะมีส่วนจริงอยู่บ้าง โดยดัชนี S&P500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยในเดือน มิ.ย. ค่อนข้างย่ำแย่ที่ -1.5% และมีเพียงแค่ 2 ปีใน 10 ปี เท่านั้นที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นในเดือน มิ.ย.
อย่างไรก็ดี ข้อสังเกตดังกล่าวก็อาจเป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญ อีกทั้งการศึกษาแบบเดียวกันในตลาดหุ้นอื่นๆ ก็ยังให้ผลที่ขัดแย้ง เช่น ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET index) ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยในเดือน มิ.ย.เป็นบวกที่ +1.0%
ผลตอบแทนรายเดือนของดัชนี S&P500 ในช่วง 10 ปีย้อนหลัง (2550-2559) กลยุทธ์ Sell in May จะได้ผลหรือไม่ในอดีตคงไม่สำคัญเท่ากับว่า ในปีนี้เราควรจะ Sell in May หรือไม่? ซึ่งผมมีข้อสังเกตดังนี้
ประเด็นแรก มูลค่าของตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับในอดีต โดยดัชนี S&P500 ของสหรัฐ ซื้อขายที่สัดส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้า (Forward P/E ) ประมาณ 18 เท่า ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ Dot Com Bubble ในช่วงปลายทศวรรษที่ 90 รวมไปถึงตลาดหุ้นไทย เอเชีย และยุโรป ซึ่งซื้อขายที่ Forward P/E สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตแทบทั้งสิ้น จะมีเพียงตลาดหุ้นญี่ปุ่นเท่านั้นที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต
ประเด็นที่สอง ตลาดไม่ได้ปรับฐานมานาน โดยดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องมานานกว่า 10 เดือน ตั้งแต่เดือน ก.ค.ปีที่แล้ว โดยไม่มีการปรับฐานลงเกินกว่า 5% ซึ่งนับเป็นการปรับตัวขึ้นที่ยาวนานมากที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ ซึ่งโดยเฉลี่ยตลาดจะมีการปรับฐานทุกๆ 6 เดือนในช่วง 4 ปีย้อนหลัง
ประเด็นที่สาม ผลประกอบการไตรมาสแรกของตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ในเกณฑ์ดี และกลับมาเติบโตได้เป็นครั้งแรกหลังจากที่ทรงตัวอยู่ที่เดิมมาตั้งแต่ปี 2014 แต่ผลประกอบการที่ดีกว่าคาดว่าส่วนใหญ่มาจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น พลังงาน และกลุ่มวัตถุดิบอุตสาหกรรม
ประเด็นที่สี่ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายตัวปรับตัวลดลงแรงในช่วงไตรมาส 2 โดยเฉพาะราคาแร่เหล็กในตลาด Dalian Commodity Exchange ปรับตัวลดลงแรงต่อเนื่องราว 50% ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา และเริ่มกดดันให้โลหะอุตสาหกรรมอื่นๆ ปรับตัวลดลงตาม ส่วนราคาน้ำมัน WTI ปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากที่เคย
ทรงตัวที่ระดับ 52-55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในช่วงต้นปี โดยปัจจัยหลักซึ่งกดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วงนี้ ได้แก่ มาตรการคุมเข้มทางการเงินของจีน เช่น การควบคุมฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ และการขึ้นดอกเบี้ยในตลาดเงิน ซึ่งกดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งทางด้านอุปสงค์จากการก่อสร้างที่ลดลง และด้านต้นทุนทางการเงินจากการถือครองสต๊อกโลหะที่เพิ่มขึ้น
ประเด็นที่ห้า ตัวเลขเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเริ่มแผ่วลง โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Manufacturing PMI) ของทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่น และจีน แม้จะอยู่ในเกณฑ์ขยายตัวมากกว่า 50 จุด แต่ก็เริ่มลดลงในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. ส่วนเงินเฟ้อก็เริ่มแผ่วลงในเดือนเดือน เม.ย. จากผลของฐานต่ำในไตรมาสแรก ปีที่แล้วที่เริ่มหมดไป
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลงในช่วงนี้ ประกอบกับดัชนีชี้นำเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง อาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มผลกำไรในตลาดหุ้น และอาจเป็นแรงกดดันให้ตลาดหุ้นโลกซึ่งซื้อขายที่ระดับ Valuation ค่อนข้างแพงมีความเสี่ยงที่จะปรับฐาน ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผมคิดว่า Sell in May and Go Away น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ได้ผลในปีนี้ และแนะนำให้นักลงทุนขายทำกำไรและถือเงินสดบางส่วนเพื่อรอตลาดปรับฐาน







