
วางแผนธุรกิจ ลดเสี่ยง-สร้างยั่งยืน
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
การทำแผนธุรกิจขึ้นมาให้ครอบคลุมในทุกมิตินั้น ต้องใช้เวลาในการเขียนลงบนกระดาษหนาราว 50-60 หน้า ซึ่งการทำความเข้าใจ การมองภาพองค์รวมของธุรกิจได้นั้นต้องใช้เวลามากและกว่าจะนำแผนธุรกิจไปใช้ปฏิบัติก็เป็นไปได้ยาก
แอช มารียา นักเขียนหนังสือผู้สร้างวิธีคิดการสร้างโมเดลธุรกิจแบบจบภายในหน้าเดียว หรือ ลีน แคนวาส (LEAN CANVAS) เพื่อช่วยให้ธุรกิจระดับเอสเอ็มอีหรือพนักงานองค์กรขนาดใหญ่ได้นำแนวคิดไปใช้เพื่อลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดและไม่แน่นอนในการทำธุรกิจ
การนำข้อมูลหรือดาต้าที่เกิดจากการทดลองสมมติฐานที่เจ้าของธุรกิจกำหนดขึ้นไปใช้ในการวางแผนเชิงธุรกิจให้เกิดขึ้นได้จริงจะช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความเสี่ยงจากสภาพแวดล้อมที่คาดไม่ถึง
“การตั้งคำถามและทำการทดลองสมมติฐานเหล่านั้น ทำให้เรามองธุรกิจได้ชัดและกว้างขึ้น ลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น
จากการดำเนินธุรกิจได้” มารียา กล่าว
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการรายย่อยส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจเนื่องจากไม่เข้าใจปัญหา ในธุรกิจที่ต้องการทำจริงๆ ส่งผลให้ธุรกิจที่ทำไม่มีประสิทธิภาพและไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ เสียทั้งเวลาและเงินทุน เพื่อผลิตสินค้าและบริการที่ไม่ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค
การกำหนดดัชนีชี้วัดที่สำคัญหรือ Key metrics ก็ถือว่าเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจนและประเมินผลได้ง่ายจากยุคดั้งเดิมที่กำหนดดัชนีชี้วัดการประเมินผลไว้อย่างมากมาย แต่ดัชนีเหล่านั้นกลับไม่ตอบโจทย์ทางธุรกิจ
“ปัญหาที่เจ้าของธุรกิจรายย่อยทั่วโลกเผชิญ คือ เมื่อธุรกิจดำเนินไประยะหนึ่งจะเจอทางตันในการทำให้ธุรกิจเติบโต เมื่อหาทางออกไม่เจอก็จะเกิดความล้มเหลว ซึ่ง Lean canvas นี้จะเป็นโมเดลที่ทำให้เห็นได้ธุรกิจจะโตได้อย่างไร ทำอย่างไรให้ธุรกิจมีประสิทธิภาพ”
ปัญหาที่พบส่วนใหญ่ของคนที่เข้ามาใช้งานระบบนี้ คือ การตอบคำถามในระบบให้ครบ ทั้งการตั้งเป้า ปัญหาและอุปสรรค วิธีดำเนินการ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องยากที่จะทำให้รายละเอียดทุกอย่างส่งผลดีและสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว และการชวนให้ผู้ประกอบการทดลองใช้งานระบบการคิดอย่างมีแบบแผนนี้ก็เป็นเรื่องยาก เพราะบางคนคิดว่าแค่ตอบคำถาม แต่เมื่อต้องเดินหน้าธุรกิจตามเป้าที่วางไว้จะพบว่าไม่สามารถทำได้ทั้งหมด
ชัชนาท จรัญวัฒนากิจ เจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาดและผู้ร่วมก่อตั้ง Seekster ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มด้านการทำความสะอาดที่อยู่อาศัย กล่าวว่า การวางแผนธุรกิจผ่านเครื่องมือนี้ ช่วยให้วางกลยุทธ์ในการทำงานได้ง่ายขึ้น เพราะบริษัทถือว่ายังเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพการใช้เครื่องมือนี้จะทำให้ทราบว่าการเดินหน้าธุรกิจจะต้องเพิ่มหรือลดในสิ่งใดและเดินหน้าไปในทางใด ความเสี่ยงทางธุรกิจก็จะลดลง จากที่ไม่เคยคิดแผนซับซ้อนก็จะสามารถคิดได้หลายชั้นและเจาะลึกในแต่ละขั้นตอน เพื่อจับมาโยงกับความเป็นจริงในตลาดได้ ช่วยให้ทำงานได้ง่ายขึ้น
ทางด้าน สมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ ผู้อำนวยการดีแทค แอคเซอเลอเรท กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของธุรกิจขนาดย่อมหรือสตาร์ทอัพ คือ วิธีคิดและแผนการทำธุรกิจ ยังคงจำกัดอยู่ในประเทศมากเกินไป ส่งผลให้โอกาสเติบโตของธุรกิจเป็นไปได้ค่อนข้างยาก ขณะที่เจ้าของธุรกิจที่สามารถขยายไปต่างประเทศได้นั้น จะมีการตกผลึกวิธีคิดและการใช้เครื่องมือวิเคราะห์ก็เป็นส่วนสำคัญ เพื่อให้ลูกค้ากลับมาใช้งานซ้ำ
ตัวเลขของอุตสาหกรรมสตาร์ทอัพมีเพียง 20% ที่อยู่รอดและเติบโตได้ในระดับหนึ่ง อีก 0.04% ที่ประสบความสำเร็จได้ในระดับยูนิคอร์น แต่ในโครงการของดีแทคตลอด 4 ปี มีมากถึง 70% ของสตาร์ทอัพที่อยู่รอดและเติบโตได้ 500% ในแง่ของรายได้และฐานลูกค้า
ดังนั้น การได้เครื่องมือมาใช้มาช่วยในการทำงานจะทำให้เดินหน้าได้ดีขึ้น ซึ่งปัญหาใหญ่ของเจ้าของธุรกิจระดับเอสเอ็มอีหรือสตาร์ทอัพ คือเรื่องของการยอมรับ สตาร์ทอัพยังคงเป็นเรื่องใหม่ในสังคม การนำเทคโนโลยีมาทำงาน ยังคงไม่ได้รับการยอมรับจากคนในสังคม และการไม่มีรายได้ที่แน่นอนทำให้ครอบครัวไม่เข้าใจ ทำให้คนกลุ่มนี้ท้อที่จะเดินหน้าธุรกิจต่อ นอกจากการสนับสนุนเรื่องเงินทุนและสถานที่ทำงานเรื่องของความรู้ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน
การวางรากฐานไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดคงหนีไม่พ้นเรื่องของทักษะความรู้เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน







