
องค์กรใหญ่หนุนสตาร์ทอัพ เสริมแกร่งเพิ่มโอกาสธุรกิจ
ยุคนี้ไม่ว่าองค์กรขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ต้องปรับตัวเพื่อให้เท่าทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
ยุคนี้ไม่ว่าองค์กรขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ต้องปรับตัวเพื่อให้เท่าทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เพราะถ้าช้าไปแค่ก้าวเดียวแม้ธุรกิจจะเคยแข็งแกร่งแค่ไหนก็สะดุดได้ เมื่อยุคนี้เป็นยุคทองของสตาร์ทอัพหรือผู้ที่สร้างธุรกิจด้วยเทคโนโลยี ซึ่งหากสร้างโครงสร้างธุรกิจขึ้นมาตอบโจทย์ก็จะเติบโตได้รวดเร็วมากจนอาจทำลายล้างธุรกิจเดิมๆ ที่มีอยู่ได้เลย
สุวิชชา สุดใจ กรรมการผู้จัดการ ผลิตภัณฑ์ดิจิทัล บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส ในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยในงานเสวนาส่องอนาคตองค์กรยักษ์ใหญ่และวิสัยทัศน์ใหม่ในยุคสตาร์ทอัพ ซึ่งจัดโดยบริษัท เทคซอส มีเดีย ว่าช่วงเริ่มแรกธนาคารเริ่มต้นจัดตั้งแผนกนวัตกรรม (อินโนเวชั่นยูนิต) ขึ้นมา เพื่อเป็นแผนกที่นำเอาความคิดสร้างสรรค์ที่มีไปเชื่อมโยงกับแผนกอื่นๆเพื่อให้นำความคิดนั้นไปปฏิบัติ
“แต่ผลที่ได้คือ สร้างนวัตกรรมได้ช้า เพราะมีปัญหาคือทุกหน่วยมีงานที่ต้องทำอยู่แล้ว ทำให้มองสิ่งที่อินโนเวชั่น ยูนิตนำเสนอเป็นสิ่งไม่สำคัญ จึงเป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนบุคลากรให้มีนวัตกรรมมากขึ้น” สุวิชชา กล่าว
เมื่อเป็นเช่นนี้ธนาคารจึงจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาแทน เพื่อขับเคลื่อนการสร้างนวัตกรรมให้เร็วขึ้น โดยดิจิทัล เวนเจอร์ส จะทำหน้าที่ออกไปค้นหาสตาร์ทอัพที่น่าสนใจแล้วเข้าไปลงทุน ซึ่งในการค้นหาก็จะคำนึงอยู่เสมอว่ามีสตาร์ทอัพใดบ้างที่จะมาช่วยเปลี่ยนแปลงองค์กรให้ทันยุคเทคโนโลยีได้
แน่นอนว่าสตาร์ทอัพอันดับต้นๆ ที่บริษัทมองหาก็คือฟินเทค รวมถึงสตาร์ทอัพกลุ่มอื่นที่มีเทคโนโลยีสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลให้ธนาคารได้เช่น เครื่องจักรที่เรียนรู้ด้วยตัวเอง (แมชชีน เลิร์นนิ่ง) ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และการเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล (ไบโอเมตริกซ์) เป็นต้น
ในการปรับตัวขององค์กรให้ทันกับเทคโนโลยีมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความพร้อมในการเรียนรู้ของแต่ละองค์กรซึ่งมีไม่เท่ากันถ้าบุคลากรพร้อมอยู่แล้วก็ควรทำเลย แต่ถ้ายังไม่พร้อมต้องเตรียมความพร้อมบุคลากรเพื่อทำ ไม่ใช่กระโดดเข้าไปทำทันที เพราะสิ่งสำคัญที่จะทำให้องค์กรเปลี่ยนผ่านรับเทคโนโลยีได้ก็คือต้องมีความต่อเนื่อง ถ้าองค์กรจะเข้ามาทำด้านเทคโนโลยีแค่เพียงเกาะกระแสอาจจะไม่ได้ผลตอบแทนที่ดี
จอห์น เลสลี่ มิลลาร์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานพัฒนากลยุทธ์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ กล่าวว่า การใช้ดิจิทัลถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อนันดาเติบโตได้รวดเร็วมากในระยะหลัง โดยจากประสบการณ์ในการนำธุรกิจเปลี่ยนผ่านยุคดิจิทัล มองว่าความท้าทายขององค์กรใหญ่ในการนำนวัตกรรมเข้ามาเปลี่ยนผ่านองค์กรก็คือ ในเวลาที่บุคลากรรู้สึกว่าตัวเองยุ่งมากก็จะเป็นเรื่องยากที่จะให้เขาปรับตัวนำเอาดิจิทัลเข้ามาใช้
สิ่งที่อนันดาทำก็คือทำให้นวัตกรรมเป็นดัชนีชี้วัดผลงาน (เคพีไอ) ของบุคลากร และอนันดายังทำงานร่วมกับสตาร์ทอัพที่จะสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ที่อนันดาต้องการได้
“สิ่งที่องค์กรเรามองคือ สิ่งที่จะทำให้นำเสนอผลิตภัณฑ์กับลูกค้าได้ดีขึ้น โดยเชื่อว่าไม่มีอะไรจะทำให้เข้าใจลูกค้าได้ดีไปกว่าการทำงานร่วมกับลูกค้า ก็อยากให้สตาร์ทอัพมองอนันดาเป็นเหมือนลูกค้าคนหนึ่งเข้ามาทำงานร่วมกับอนันดา เพื่อค้นหาทางเลือกที่จะช่วยสร้างผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดีขึ้น โดยอนันดาได้สร้างสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุน (อีโคซิสเต็ม) ต่อสตาร์ทอัพเพื่อมาร่วมทำงานด้วย รวมทั้งเอื้อต่อการที่บุคลากรจะปรับตัวทำงานโดยใช้นวัตกรรม”มิลลาร์กล่าว
จาชชัว แพสกรรมการผู้จัดการ แอดเวนเจอร์ส ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนในเครือเอสซีจี กล่าวว่าเอสซีจีให้ความสำคัญกับนวัตกรรมมานานและมองว่านวัตกรรมองค์กรจะเกิดได้จะต้องมาจากการทำอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเพิ่งจัดตั้งบริษัทร่วมลงทุน (เวนเจอร์ส) ขึ้นมา เพื่อทำงานร่วมกับสตาร์ทอัพค้นหานวัตกรรมที่จะมาตอบโจทย์ลูกค้าได้ดีขึ้น โดยแอดเวนเจอร์สจะให้น้ำหนักเรื่องการเข้าใจปัญหาของลูกค้าใน 3 กลุ่มธุรกิจหลักที่เอสซีจีทำ รวมทั้งการตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้รวดเร็วขึ้น เพื่อให้สอดคล้องความต้องการในยุคปัจจุบันที่ลูกค้าต้องการทุกอย่างเร็ว
“จากกระแสการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุก็ทำให้ช่วงที่ผ่านมาเอสซีจีเริ่มมองหานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการที่จะรองรับสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น รวมถึงการมองหานวัตกรรมเพื่อรองรับกระแสรักสุขภาพและกระแสการซื้อขายสินค้าผ่านอี-คอมเมิร์ซ โดยในทุกนวัตกรรมที่เอสซีจีได้จัดทำออกไป ต้องแน่ใจว่าพิจารณาทุกอย่างออกมาจากมุมของลูกค้า เป็นการมองจากมุมภายนอกเข้ามา” แพส กล่าว
เฉลิมยุทธ บุญมาผู้อำนวยการโปรแกรมดีแทค แอคเซอเลอเรท บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค กล่าวว่า ดีแทคเริ่มเห็นว่าดิจิทัลเข้ามาทำให้ผู้บริโภคพฤติกรรมเปลี่ยนไปมาตั้งแต่ปี 2554-2555 จึงเริ่มเปลี่ยนผ่านบุคลากรในองค์กร วัฒนธรรมองค์กร โดยทำโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพมาตั้งแต่ปี 2556 ทุกปีจะคัดเลือกสตาร์ทอัพ 12 รายเข้ามาบ่มเพาะ
การทำเช่นนี้ไม่เพียงบ่มเพาะสตาร์ทอัพได้แต่ยังช่วยขับเคลื่อนในองค์กรด้วย โดยมีสตาร์ทอัพเป็นอีกแรงที่เข้ามาช่วยกระตุ้นให้บุคลากรในองค์กร ที่ต้องทำงานร่วมกับสตาร์ทอัพมีการทำงานรับมือนวัตกรรมได้มากขึ้น
ทั้งนี้ ดีแทคไม่ได้บ่มเพาะสตาร์ทอัพจากภายนอกอย่างเดียว เพราะในองค์กรก็มีโครงการคล้ายๆ กันให้บุคลากรที่มีแนวคิดดีๆ ได้นำเสนอแนวคิดตัวเอง หากน่าสนใจก็จะช่วยให้พนักงานพัฒนาความคิดนั้นออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัทหรืออาจแยกธุรกิจออกมาในรูปแบบบริษัทย่อยได้เลย
เฉลิมยุทธ กล่าวว่า สิ่งที่องค์กรควรมีเพื่อปรับตัวในยุคดิจิทัลก็คือ ต้องมีแนวคิดดิจิทัลในองค์กรจะใช้ดิจิทัลอย่างไรให้ธุรกิจโตขึ้นหรือมาปฏิรูปแนวทางทำธุรกิจแบบเดิมๆ ซึ่งปัจจุบันองค์กรใหญ่ในไทยก็มีแนวทางทำงานในแบบของตัวเอง เช่น การเป็นพันธมิตรธุรกิจกับสตาร์ทอัพ การเข้าไปลงทุนซื้อสตาร์ทอัพเลย หรือการร่วมมือกับสตาร์ทอัพเปิดบริษัทร่วมลงทุน เป็นต้น
เหล่านี้คือแนวทางขององค์กรใหญ่ที่เดินหน้าสู่ยุคดิจิทัลไปแล้ว ส่วนองค์กรไหนที่ยังไม่รู้ว่าจะใช้แนวทางใดในการรับมือกับดิจิทัล ก็ลองพิจารณาดูรูปแบบการปรับตัวที่เหมาะสมกับความพร้อมที่ตัวเองมี โดยในวันที่ 28-29 ก.ค.นี้ ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ บริษัท เทคซอส มีเดีย ได้จัดงานเทคซอส โกลบอล ซัมมิท ซึ่งคาดว่าจะเป็นงานสัมมนาด้านเทคโนโลยีระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รองรับผู้ร่วมงานได้กว่า 6,000 คน และน่าจะเป็นอีกหนึ่งเวทีที่ช่วยองค์กรใหญ่ที่กำลังมองหาแนวทางรับมือการเปลี่ยนผ่านยุคดิจิทัล เข้ามาหาโอกาสเชื่อมโยงกับสตาร์ทอัพได้







