
บาทแข็งค่าใครได้ใครเสีย
...จิตรา อมรธรรม
ประเด็นที่พูดถึงกันมากในตลาดหุ้นในระยะนี้หนีไม่พ้นเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างรวดเร็ว จนหลายฝ่ายเป็นกังวลว่าแบงก์ชาติจะออกมาตรการสกัดกั้นเงินทุนไหลเข้าด้วยวิธีใด มีการพูดกันถึงมาตรการกันสำรองเงินลงทุนจากต่างประเทศ 30% ที่แบงก์ชาติประกาศใช้เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2549 เพื่อชะลอเงินทุนไหลเข้าระยะสั้นและลดการเก็งกำไรในค่าเงินบาท และทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยร่วงลงไปถึง 108 จุด ในวันที่ 19 ธ.ค. (+15%) นั้น เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่รุนแรงเหมือนครั้งนั้น เพราะค่าเงินบาทก่อนที่แบงก์ชาติจะประกาศมาตรการแข็งค่าถึง 13% จากสิ้นปีก่อนหน้าและแข็งค่ามากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก แต่ครั้งนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกับประเทศในเอเชียอื่น
ค่าเงินบาทนับตั้งแต่ต้นปีนี้แข็งค่าขึ้นมาแล้ว 7.8% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เป็นการแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 31 เดือน และแข็งค่ามากเป็นอันดับ 3 รองจากเงินเยนที่แข็งค่า 9.4% YTD และริงกิตมาเลเซียที่แข็งค่า 9.4% YTD และเมื่อพิจารณาดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริง (REER) ซึ่งที่มีการนำเศรษฐกิจของคู่ค้าและคู่แข่งในแต่ละประเทศ (ไม่เฉพาะแต่สหรัฐ) เข้ามาพิจารณาด้วย พบว่า REER ก็แข็งค่ามากที่สุดในรอบกว่า 11 ปี ทั้งนี้แนวโน้มของค่าเงินบาทจะยังคงแข็งค่าต่อไป ฝ่ายกลยุทธ์ของ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ได้ประเมินค่าเงินบาทสิ้นปีนี้ที่ 30.25 บาท/เหรียญสหรัฐ และแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องเป็น 29.13 บาท/เหรียญสหรัฐ สิ้นปีหน้า เพราะประเมินว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐที่ชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา จะชะลอตัวมากยิ่งขึ้น ความจำเป็นในการคงอัตราดอกเบี้ย Fed Fund Rate ในระดับต่ำแบบผิดปกติเช่นนี้ (00.25%) จะยังคงอยู่ต่อไปอีกระยะยาว ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า และ ทำให้เราเชื่อมั่นมากขึ้นต่อการไหลเข้าของเงินทุนโลกสู่ประเทศในเอเชีย
ฝ่ายวิเคราะห์ของ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ได้ประเมินผลกระทบต่อหุ้นในกลุ่มต่างๆ เมื่อค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น พบว่ากลุ่มที่จะได้ประโยชน์ได้แก่กลุ่มที่มีรายได้หลักเป็นบาท แต่มีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ และมีหนี้เป็นเงินสกุลดอลลาร์ ขณะที่กลุ่มที่เสียประโยชน์ชัดเจนคือกลุ่มส่งออก อย่างไรก็ตามระดับความรุนแรงของผลกระทบมีแตกต่างกันดังนี้
กลุ่มที่ได้ประโยชน์
1.กลุ่มที่อยู่อาศัย ต้นทุนค่าก่อสร้างที่เป็นเหล็กเส้น ปูนซีเมนต์ และค่าขนส่งจะถูกลงเมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้น หุ้นในกลุ่มนี้ที่น่าสนใจขณะนี้ ได้แก่ LPN และ SPALI
กลุ่มที่เสียประโยชน์
1.กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เรามักจะนึกถึงกลุ่มนี้เป็นอันดับต้นๆ ทั้งที่จริงแล้วกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด เพราะแม้ว่าจะส่งออก 100% แต่ก็นำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ 100% นอกจากนี้บางบริษัทยังทำประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและซื้อวัตถุดิบล่วงหน้าบางส่วน อย่างไรก็ตามจากการศึกษาพบว่าทุกๆ 1 บาท/เหรียญสหรัฐ ที่แข็งค่า กำไรของกลุ่มจะลดลงประมาณ 58% โดย KCE ได้รับผลกระทบมากสุด 8.6% รองมาคือ HANA (6.4%) DELTA (5.5%) SVI (3.2%) และบริษัทที่ได้รับผลกระทบน้อยสุดคือ CCET (2.1%) จากการมี Natural Hedge มากสุดในกลุ่มเกือบ 100% แต่สมมติว่าค่าเงินบาทแข็งค่าไปถึง 28 บาท/เหรียญสหรัฐ ราคาพื้นฐานของ KCE จะลดลงเหลือ 12.50 บาท ซึ่งก็ยังมี Upside จากราคาหุ้นปัจจุบันมากที่สุด นักลงทุนที่กังวลเรื่องค่าเงินบาท แต่บังเอิญติดหุ้นในกลุ่มนี้อยู่ แนะนำให้รอขายเมื่อประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 (ประมาณต้นกลางเดือน พ.ย.) ซึ่งจะเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของกลุ่มนี้
2.กลุ่มเกษตรและอาหาร STA ได้รับผลลบมากที่สุด เพราะต้นทุนเป็นเงินบาท แต่ส่งออกประมาณ 80% ของยอดขายรวม ขณะที่ TUF และ GFPT ได้รับผลกระทบจำกัด เพราะมีทั้งส่งออกและนำเข้าเป็นดอลลาร์ และ CPF แทบไม่ได้รับผลกระทบเลย
3.กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย เพราะรายได้และต้นอยู่ในรูปเงินดอลลาร์เป็นส่วนใหญ่ และหลายบริษัทมีเงินกู้ต่างประเทศ ทุกๆ 1 บาท/เหรียญสหรัฐที่แข็งค่า กำไรของกลุ่มนี้จะลดลงเพียง 24% กลุ่มพลังงานยังเป็นกลุ่มที่ laggard เกือบจะที่สุดในปีนี้ หุ้นที่น่าสนใจ
4.อื่นๆ เช่น SCC (ทุก 1 บาทที่แข็งค่า กระทบกำไรประมาณ 2%) THCOM (รายได้หลักอยู่ในรูปดอลลาร์) AOT (มีหนี้ส่วนใหญ่เป็นเงินเยน) VNG (ผลกระทบจำกัด)







