
ลงทุนนอก8.2แสนล.
ก.ล.ต. ปลื้ม นโยบายลงทุนต่างประเทศไปได้ดี ล่าสุดยอดเงินออกไปลงทุนแล้ว 2.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หวังช่วยลดเงินบาทแข็ง
ก.ล.ต. ปลื้ม นโยบายลงทุนต่างประเทศไปได้ดี ล่าสุดยอดเงินออกไปลงทุนแล้ว 2.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หวังช่วยลดเงินบาทแข็ง
นายประเวช องอาจสิทธิกุล ผู้ช่วยเลขาธิการอาวุโส สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินนโยบายให้นักลงทุนไทยออกไปลงทุนยังต่างประเทศได้ ว่า ถือว่าเป็นนโยบายที่มีความสำเร็จและน่าพอใจอย่างหนึ่งของสำนักงาน
ทั้งนี้ จนถึงขณะนี้มียอดการขออนุมัติเพื่อออกไปลงทุนต่างประเทศผ่านช่องทางต่างๆ รวมเป็นเม็ดเงินทั้งสิ้น 2.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 8.2 แสนล้านบาท หรือประมาณ 54% ของวงเงินทั้งหมดจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่อนุมัติไว้ 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายหลักของสำนักงานในการผลักดันนโยบายการออกไปลงทุนต่างประเทศ เพื่อเพิ่มช่องทางการลงทุนให้กับผู้ลงทุนได้มีความหลากหลายมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในแผนพัฒนาตลาดทุนไทยที่ต้องการให้มีการเชื่อมโยงการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น
สำหรับผลพวงจากการอนุญาตให้นักลงทุนไทยทุกประเภทออกไปลงทุนต่างประเทศได้นั้น จะเป็นเครื่องมือหนึ่งของทางการในการดูแลไม่ให้เงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไป เพราะเมื่อตราบใดที่มีเงินทุนไหลเข้ามาก็จะมีเงินทุนส่วนหนึ่งที่ไหลออกไปลงทุนได้เช่นกัน ซึ่งอนาคตถ้าหากนักลงทุนมีความชำนาญมากขึ้น ก็จะทำให้เกิดความสมดุลในการไหลเข้าและไหลออกของเม็ดเงินทุนได้
ด้านกลุ่มผู้ลงทุนที่ออกไปลงทุนต่างประเทศนั้น ทางบริษัทหลักทรัพย์จะเป็นผู้เก็บรายละเอียดทั้งหมด
นายธีรนาถ รุจิเมธาภาส กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ กล่าวว่า บริษัทได้ออกไปลงทุนต่างประเทศทุกประเภทรวมกันกว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะลงทุนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพราะเศรษฐกิจยังมีการเติบโตที่ดี
สำหรับผลตอบแทนจากการลงทุนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันประมาณ 2-3% ซึ่งถือว่าน้อยหากเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นไทย เพราะในต่างประเทศนักลงทุนยังกังวลกับปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรป จึงทำให้มีการชะงักงันบ้าง แต่ภาพรวมถือว่าดี
“ยอมรับว่านโยบายการออกไปต่างประเทศจะมีส่วนช่วยบรรเทาค่าเงินบาทได้ แต่การออกไปต่างประเทศยังต้องใช้เวลา เพราะนักลงทุนยังไม่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญมากนัก” นายธีรนาถ กล่าว
แหล่งข่าวจากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เปิดเผยว่า แนวโน้มนักลงทุนบุคคลจะออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น โดยหลายบริษัทกำลังจัดทำระบบภายใน คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในเร็วๆ นี้
ก่อนหน้านี้ ผู้บริหาร บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์ว่า คนไทยที่เคยออกไปลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศเริ่มขนเงินกลับเข้ามา เพราะตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงกว่า
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2550 ก.ล.ต.ได้ส่งเสริมผู้ลงทุนไทยไปลงทุนในตราสารการเงินและหลักทรัพย์ต่างประเทศ เพิ่มเติมจากที่อนุญาตให้เฉพาะกองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พอร์ตการลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) โดยเปิดทางให้ผู้ลงทุนสถาบันลงทุนได้รายละไม่เกิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐ และผู้ลงทุนทั่วไปลงทุนได้รายละไม่เกิน 5 ล้านเหรียญสหรัฐ







