
มอร์แกนฯบุกหนัก ผนึกพันธมิตรใหม่
โพสต์ทูเดย์
— มอร์แกนฯ ใช้งบเกือบ 50 ล้าน ปรับโฉมพร้อมแตกซับแบรนด์ปีหน้า หลังบริษัทแม่ได้พันธมิตรใหม่ คาดปีนี้โต 25% ปีหน้าโตกว่า 30%น.ส.ปัญจรัตน์ ลิมปินนท์ ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท มอร์แกน เดอ ทัว (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ปีหน้าบริษัทเตรียมงบไว้ 20 ล้านบาท เปิดช็อปใหม่ 2 แห่ง และจุดจำหน่ายภายในห้างสรรพสินค้า 10 แห่ง พร้อมกับปรับโฉมช็อปเดิมที่เอ็มโพเรียม และจุดจำหน่ายต่างๆ อีกกว่า 60 จุด ในภาพลักษณ์ใหม่ รวมทั้งแตกไลน์ซับแบรนด์โดยมอร์แกน เช่น แอกเซสซอรี ชุดเครื่องนอน ผ้าม่าน และปลอกหมอน อีกทั้งได้เพิ่มสัดส่วนสินค้าประเภทเรดดี ทู แวร์ หรือเสื้อผ้าให้มากขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทยังเพิ่มงบส่งเสริมตลาดกว่า 25 ล้านบาท จากปกติจะใช้อยู่ที่ 16
–17 ล้านบาท เพื่อสร้างการรู้จักภาพลักษณ์และสินค้าใหม่ คาดยอดขายของบริษัทปีนี้จะเติบโตกว่า 30% หรือมียอดขาย 195 ล้านบาท ส่วนแผนปีหน้าการปรับภาพลักษณ์ และการเพิ่มไลน์สินค้าใหม่ จะเป็นไปตามการเปลี่ยนแปลงของมอร์แกนทั่วโลก หลังจากที่บริษัท มอร์แกน ประเทศฝรั่งเศสที่เป็นบริษัทแม่ได้มีพันธมิตรใหม่ คือ บริษัท โบมานัวร์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทที่มีแบรนด์เสื้อผ้า เช่น cache cache ส่งผลให้มอร์แกนมีความแข็งแกร่งมากขึ้นน.ส.ปัญจรัตน์ กล่าวต่อไปว่า จากอัตราค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทำให้บริษัทสามารถลดราคาสินค้าประเภทเสื้อผ้าได้ลงเฉลี่ย 10% หรือจากราคาเกือบ 5,000 บาท เหลือ 3,000
–4,000 บาท เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดเสื้อผ้าที่มีการแข่งขันรุนแรง ทำให้บริษัทมียอดขายเติบโตขึ้นมาก หากค่าเงินบาทอ่อนตัวลง บริษัทก็จะไม่ปรับราคาสินค้าขึ้น แต่จะรักษาระดับราคานี้ไว้เพื่อให้สามารถแข่งขันได้สำหรับแผนตลาดปีนี้ บริษัทได้ใช้งบเป็นเงิน 8 ล้านบาท ในการขยายจุดจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าต่างๆ โดยเน้นชานเมืองและต่างจังหวัด รวมทั้งสิ้น 15 แห่ง ทำให้สิ้นปีนี้บริษัทจะมีจุดขายกว่า 60 จุด ตั้งเป้าขายโต 25% คาดจะได้ตามเป้าที่วางไว้ เนื่องจากเศรษฐกิจฟื้น ส่งผลให้ผู้บริโภคกลับมาจับจ่าย ส่วนแผนการทำตลาดของชุดชั้นในภายใต้แบรนด์มอร์แกน บริษัทเน้นการวางจำหน่ายสินค้าคอลเลกชัน ใหม่ทุกเดือน โดยในปีนี้จะวางจำหน่าย ทั้งสิ้น 25 คอลเลกชัน หรือ 2 คอลเลกชันต่อเดือน คาดจะทำให้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มจาก 2% เป็น 34% ของตลาดรวมซึ่งตรงกับความต้องการของลูกค้าที่ชอบเสื้อผ้าแฟชั่นจะตัดสินใจซื้อที่สินค้าคอลเลคชั่นใหม่มากกว่าตัดสินใจซื้อที่ราคา และการปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ในปีหน้าบริษัทคาดว่าจะส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดของแบรนด์เพิ่มขึ้น 3
– 4% จาก 2% ในปัจจุบัน ทางด้านตลาดรวมชุดชั้นในประเทศไทยปีนี้มีอัตราการเติบโตที่ดี หรืออยู่ที่ 5 – 10% จากมูลค่าตลาดรวม 1.2 ล้านบาท แบ่งเป็นชุดชั้นในที่มีแบรนด์ 6,000 ล้านบาท และไม่มีแบรนด์ 6,000 ล้านบาท“
ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนการจำหน่ายสินค้าต่างๆ แบ่งเป็นชุดชั้นใน 50% เสื้อผ้า 30% และเครื่องหนัง 20% แต่ในปีหน้าหลังจากการปรับภาพลักษณ์ และปรับสัดส่วนสินค้า คาดว่าสินค้าประเภทเสื้อผ้าจะมากขึ้น” น.ส.ปัญจรันต์ กล่าวเพิ่มเติม






