posttoday
มอร์แกนฯบุกหนัก ผนึกพันธมิตรใหม่

มอร์แกนฯบุกหนัก ผนึกพันธมิตรใหม่

14 กันยายน 2553

โพสต์ทูเดย์ — มอร์แกนฯ ใช้งบเกือบ 50 ล้าน ปรับโฉมพร้อมแตกซับแบรนด์ปีหน้า หลังบริษัทแม่ได้พันธมิตรใหม่ คาดปีนี้โต 25% ปีหน้าโตกว่า 30%

น.ส.ปัญจรัตน์ ลิมปินนท์ ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท มอร์แกน เดอ ทัว (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ปีหน้าบริษัทเตรียมงบไว้ 20 ล้านบาท เปิดช็อปใหม่ 2 แห่ง และจุดจำหน่ายภายในห้างสรรพสินค้า 10 แห่ง พร้อมกับปรับโฉมช็อปเดิมที่เอ็มโพเรียม และจุดจำหน่ายต่างๆ อีกกว่า 60 จุด ในภาพลักษณ์ใหม่ รวมทั้งแตกไลน์ซับแบรนด์โดยมอร์แกน เช่น แอกเซสซอรี ชุดเครื่องนอน ผ้าม่าน และปลอกหมอน อีกทั้งได้เพิ่มสัดส่วนสินค้าประเภทเรดดี ทู แวร์ หรือเสื้อผ้าให้มากขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทยังเพิ่มงบส่งเสริมตลาดกว่า 25 ล้านบาท จากปกติจะใช้อยู่ที่ 16–17 ล้านบาท เพื่อสร้างการรู้จักภาพลักษณ์และสินค้าใหม่ คาดยอดขายของบริษัทปีนี้จะเติบโตกว่า 30% หรือมียอดขาย 195 ล้านบาท ส่วนแผนปีหน้าการปรับภาพลักษณ์ และการเพิ่มไลน์สินค้าใหม่ จะเป็นไปตามการเปลี่ยนแปลงของมอร์แกนทั่วโลก หลังจากที่บริษัท มอร์แกน ประเทศฝรั่งเศสที่เป็นบริษัทแม่ได้มีพันธมิตรใหม่ คือ บริษัท โบมานัวร์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทที่มีแบรนด์เสื้อผ้า เช่น cache cache ส่งผลให้มอร์แกนมีความแข็งแกร่งมากขึ้น

น.ส.ปัญจรัตน์ กล่าวต่อไปว่า จากอัตราค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทำให้บริษัทสามารถลดราคาสินค้าประเภทเสื้อผ้าได้ลงเฉลี่ย 10% หรือจากราคาเกือบ 5,000 บาท เหลือ 3,000–4,000 บาท เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดเสื้อผ้าที่มีการแข่งขันรุนแรง ทำให้บริษัทมียอดขายเติบโตขึ้นมาก หากค่าเงินบาทอ่อนตัวลง บริษัทก็จะไม่ปรับราคาสินค้าขึ้น แต่จะรักษาระดับราคานี้ไว้เพื่อให้สามารถแข่งขันได้

สำหรับแผนตลาดปีนี้ บริษัทได้ใช้งบเป็นเงิน 8 ล้านบาท ในการขยายจุดจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าต่างๆ โดยเน้นชานเมืองและต่างจังหวัด รวมทั้งสิ้น 15 แห่ง ทำให้สิ้นปีนี้บริษัทจะมีจุดขายกว่า 60 จุด ตั้งเป้าขายโต 25% คาดจะได้ตามเป้าที่วางไว้ เนื่องจากเศรษฐกิจฟื้น ส่งผลให้ผู้บริโภคกลับมาจับจ่าย ส่วนแผนการทำตลาดของชุดชั้นในภายใต้แบรนด์มอร์แกน บริษัทเน้นการวางจำหน่ายสินค้าคอลเลกชัน ใหม่ทุกเดือน โดยในปีนี้จะวางจำหน่าย ทั้งสิ้น 25 คอลเลกชัน หรือ 2 คอลเลกชันต่อเดือน คาดจะทำให้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มจาก 2% เป็น 34% ของตลาดรวมซึ่งตรงกับความต้องการของลูกค้าที่ชอบเสื้อผ้าแฟชั่นจะตัดสินใจซื้อที่สินค้าคอลเลคชั่นใหม่มากกว่าตัดสินใจซื้อที่ราคา และการปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ในปีหน้าบริษัทคาดว่าจะส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดของแบรนด์เพิ่มขึ้น 3 – 4% จาก 2% ในปัจจุบัน ทางด้านตลาดรวมชุดชั้นในประเทศไทยปีนี้มีอัตราการเติบโตที่ดี หรืออยู่ที่ 5 – 10% จากมูลค่าตลาดรวม 1.2 ล้านบาท แบ่งเป็นชุดชั้นในที่มีแบรนด์ 6,000 ล้านบาท และไม่มีแบรนด์ 6,000 ล้านบาท

“ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนการจำหน่ายสินค้าต่างๆ แบ่งเป็นชุดชั้นใน 50% เสื้อผ้า 30% และเครื่องหนัง 20% แต่ในปีหน้าหลังจากการปรับภาพลักษณ์ และปรับสัดส่วนสินค้า คาดว่าสินค้าประเภทเสื้อผ้าจะมากขึ้น” น.ส.ปัญจรันต์ กล่าวเพิ่มเติม

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ