
กางโรดแมป 'เอสซีจี' ดันไทยสู่ฮับการค้าอาเซียน
แผนของบริษัทชั้นนำอย่างบริษัท เครือซิเมนต์ไทย หรือ เอสซีจี ไม่ได้มีเป้าหมายเป็นที่ 1 เฉพาะในเมืองไทย แต่ต้องการก้าวไปสู่ระดับสากล โดยมีเป้าหลักในระยะใกล้ คือเป็นผู้นำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี 2558
ธุรกิจที่ถือเป็นหัวหอกกับการก้าวสู่เป็นธุรกิจชั้นนำในอาเซียน คือ ธุรกิจเทรดดิง นำเข้าและส่งออก ของบริษัท ค้าสากลซิเมนต์ไทย (SCT) ที่ดำเนินงานมานานกว่า 32 ปี ที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฮับทางการค้าภายใน 12 ปีข้างหน้าเบียดแซงคู่แข่งสำคัญอย่างสิงคโปร์
กลินท์ สารสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ค้าสากลซิเมนต์ไทย (SCT) บอกว่า นโยบายของเอสซีทีเวลานี้ต้องการผลักดันให้ไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำในธุรกิจเทรดดิงภายใน 12 ปีข้างหน้า เนื่องจากรัฐบาลพยายามส่งเสริม โดยมีเจ้าภาพหลักคือกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ ขณะที่ภาคเอกชนนั้นเครือซิเมนต์ไทยเป็นบริษัทเอกชนที่ขอเป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินงาน
“การที่จะเป็นฮับทางการค้าในอาเซียนนั้น น่าจะเห็นได้ไม่เกิน 2 ปี เนื่องจากขณะนี้มีธุรกิจจากต่างประเทศหลายรายมาขอเปิดสำนักงานในเมืองไทยมากขึ้น แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ ประเทศสิงคโปร์ ที่มาเชื้อเชิญธุรกิจของไทยไปเปิดสำนักงานที่สิงคโปร์ และผู้ประกอบการไทยเองก็ให้ความสนใจอีกด้วย” กลินท์ กล่าวสำหรับกลยุทธ์การดำเนินงานของเอสซีที ในครึ่งปีหลังจะเน้นการสร้างเครือข่ายในภูมิภาคอาเซียนมากยิ่งขึ้น สอดคล้องตามนโยบายของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) โดยเตรียมขยายสำนักงานในเมืองสำคัญๆ ในประชาคมอาเซียน นอกเหนือจากเมืองหลวงของแต่ละประเทศให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เช่นในตลาดเวียดนาม ซึ่งเอสซีทีได้ขยายเครือข่ายในเมืองสำคัญหลายพื้นที่ เช่น โฮจิมินห์ ฮานอย และดานัง และเตรียมขยายเครือข่ายเพิ่มเติมในกัมพูชา ลาว พม่า และฟิลิปปินส์อีกด้วย
“ต่อไปเราต้องขยายสาขาให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อเจาะลงไปหัวเมืองย่อยมากขึ้น อย่างเช่นมันสำปะหลัง ในอดีตไทยจะเป็นผู้ส่งออกหลักไปหลายประเทศ แต่ที่ผ่านมาเวียดนามที่เข้ามาเป็นคู่แข่ง เรามีทีมจัดซื้อเพื่อไปซื้อมันสำปะหลังในเวียดนามเพื่อส่งออก”กลินท์ ระบุว่า ปัจจุบันธุรกิจเทรดดิงนั้น ถือว่าคู่แข่งที่มีความชำนาญจำนวนน้อย ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีช่วงนี้ประเทศจีนพยายามส่งเสริมธุรกิจเทรดดิงให้เกิดขึ้น โดยใช้กลยุทธ์ตัดราคาค่าบริการ แต่การดำเนินการโดยวิธีดังกล่าวนั้นไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากประสบปัญหาทางด้านการบริการและจัดส่งสินค้า จึงทำให้ลูกค้าต่างประเทศหลายรายหันกลับมาใช้บริษัทให้เป็นผู้ดำเนินการ แม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายในการขนส่งที่สูงกว่า
ปัจจุบันเอสซีทีมีสำนักงานต่างประเทศ 35 สาขา ใน 21 ประเทศ โดยมีสำนักงานตั้งอยู่ในทุกประเทศครอบคลุมภูมิภาคอาเซียน ยกเว้นประเทศบรูไนนอกเหนือจากภูมิภาคอาเซียน เอสซีทีเตรียมขยายตลาดไปยัง 3 ทวีปทั่วโลก ได้แก่ แอฟริกา ยุโรปตะวันออก และอเมริกาใต้ ซึ่งขณะนี้ได้ทยอยเริ่มไปตั้งสำนักงาน โดยจะเน้นธุรกิจสินค้าในกลุ่มปูนซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง อุตสาหกรรม และสินค้ารีไซเคิล
สำหรับในครึ่งปีแรก เอสซีทีมีรายได้ 2.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และคาดว่าในครึ่งปีหลังจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% โดยรายได้ในครึ่งปีหลังมาจากการขนส่งถ่านหิน เกือบ 40% ธุรกิจซีเมนต์ 30% ที่เหลือเกือบ 30% มาจากธุรกิจรีไซเคิล ประเภทเหล็กและกระดาษ
ส่วนผลจากการเปิดเสรีทางการค้า เมื่อภาษีเป็น 0% ถือว่าหลายประเทศได้ประโยชน์กันถ้วนหน้า แต่เชื่อว่าหลายประเทศอาจจะต้องมีกฎ กติกา พิเศษเฉพาะเพิ่มเติมทออกมาอีกเยอะที่ทำให้ประเทศที่ค้าขายด้วยทำงานได้ลำบากขึ้น แต่บริษัทเชื่อว่าหากทำตามกติกาก็ถือว่าเป็นโอกาสมากกว่า
ขณะที่ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้น สินค้านำเข้าจะได้ประโยชน์ ส่วนธุรกิจส่งออกนั้น อาจจะต้องทำสัญญาในระยะสั้นมากขึ้น อย่างเช่นการส่งออกปูนซีเมนต์ ไปบังคลาเทศ หรือพม่ามีสัญญาส่งให้สั้นลงเหลือเพียง 23 เดือน และพยายามขอขึ้นราคากับผู้ค้าที่เป็นรายใหญ่ ขณะที่แผนในระยะยาว 5 ปีนั้น ยังคงให้ความสำคัญกับการเทรดดิง ถ่านหิน ไบโอแก๊ส พลังงาน ธุรกิจรีไซเคิล กระดาษและพลาสติก โดยจะเน้นน้ำหนักไปที่ธุรกิจพลังงานกับธุรกิจรีไซเคิล รวมไปถึงวัสดุก่อสร้าง โดยใช้เงินลงทุนต่อปีเป็นหลัก 100ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การทำพื้นที่ในการจัดเก็บสินค้าในหลายประเภท อย่างเช่นในประเทศจีนได้เริ่มเข้าพื้นที่จัดเก็บถ่านหินที่ลงทุนไปแล้ว 2030 ล้านบาท และจะเพิ่มมากขึ้นในอีก 5 ปีข้างหน้า เป็นต้น
โรดแมปที่เอกชนรายใหญ่อย่างเอสซีจีเป็นหัวหอก เพื่อดันไทยเป็นฮับเทรดดิงในอาเซียนคงจะไม่ไกลเกินเอื้อม ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจังผลักดันให้เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้







