
หลุดมาบตาพุด-ปตท.เคมิฯลั่นโต50%
โพสต์ทูเดย์
— ปตท.เคมิคอล คาดหลัง 7 โครงการ ปลดล็อกจากคดีมาบตาพุด จะทำให้รายได้ปี 2554 เพิ่มกว่า 50% ทะลุ 1.3 แสนล้านบาท จากปัจจุบัน 8 หมื่นล้านบาทนายวีรศักดิ์ โฆสิตไพศาล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.เคมิคอล เปิดเผยว่า คาดการณ์ผลการดำเนินงานปี 2554 จะมีรายได้อยู่ที่ระดับ 1.3 แสนล้านบาท จากปี 2553 ที่คาดว่าจะมีรายได้อยู่ที่ 8 หมื่นล้านบาท เพราะหลังโครงการลงทุนของ ปตท.เคมิคอล ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเม็ดพลาสติก 7 โครงการ ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง จะสามารถเดินเครื่องได้เต็มที่ ตามที่ศาลปกครองมีคำตัดสินออกมาชัดเจน
ทั้งนี้ มีเพียง 1 โครงการ คือ โครงการส่วนขยายกำลังการผลิตเอทิลีนไกลคอลของบริษัท บางกอกโพลีเอทิลีน ที่ต้องดำเนินการตามมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ ซึ่งทางบริษัทจะเร่งปฏิบัติตามกฎระเบียบที่วางไว้ให้ทั้งหมด
สำหรับกรณี 7 โครงการ ที่จะเดินหน้าต่อไปนั้น ขณะนี้ได้ทำหนังสือไปยังกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อยืนยันการเดินหน้าโครงการ พร้อมทั้งขอให้ภาครัฐกำหนดวิธีปฏิบัติที่จะให้เอกชนปฏิบัติตามสอดคล้องกับคำตัดสินของศาลปกครองที่ออกมา โดยที่ผ่านมาได้ทยอยจัดทำรายงานผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) ไปแล้ว และจะเสร็จสิ้นภายในปีนี้
ด้านความพร้อมของเครื่องจักรภายในโรงงงานหลังจากที่ต้องหยุดโครงการไปนั้น อยู่ระหว่างการตรวจเช็กอุปกรณ์ให้กลับมาเดินเครื่องได้อีกครั้ง ซึ่งยอมรับว่าทำให้มีค่าใช้จ่ายพอสมควร แต่ไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะหากโครงการเดินหน้าได้ปกติจะเป็นเรื่องที่ดีมากกว่า
“
เมื่อปัญหามาบตาพุดคลี่คลายทั้ง 7 โครงการ มูลค่าลงทุน 1.3 หมื่นล้านบาท เดินหน้าได้ จะทำให้ภาพรวมของบริษัทมีรายได้เพิ่ม 5060% ของรายได้รวมปีที่แล้ว จากปัจจุบันมีรายได้เฉลี่ยปีละ 8 หมื่นล้านบาท เพิ่มเป็น 1.3 แสนล้านบาท ในปีหน้า และจากนี้ไปโครงการลงทุนของบริษัทในอนาคต จะให้ความสำคัญในการทำเอชไอเอทุกโครงการทั้งในและนอกมาบตาพุด เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของชุมชนมากขึ้น” นายวีรศักด์ กล่าวขณะที่ใน 7 โครงการ มี 4 โครงการสำคัญ ประกอบด้วย 1.โครงการผลิตเม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีนความหนาแน่นสูง (เอชดีพีอี) ขนาด 2.5 แสนตัน/ปี ของบริษัท บางกอกโพลีเอทิลีน 2.โครงการผลิตเม็ดพลาสติกเอชดีพีอีส่วนขยาย ขนาด 5หมื่นตัน/ปี ของโรงงานไอ1 บริษัท ปตท.เคมิคอล 3.โครงการเอทานอลเอมีน ขนาด 5 หมื่นตัน/ปี ของบริษัท ไทยเอทานอลเอมีน และ 4.โครงการเอทิลีนออกไซด์และเอทิลีนไกลคอล 9.5 หมื่นตัน/ปี ของบริษัท ทีโอซีไกลคอล ส่วนปีหน้าเตรียมประกาศแผนลงทุน 510 ปีใหม่
นายวีระศักดิ์ กล่าวถึง แผนการลงทุนในปี 2554 ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลรายละเอียดจะสามารถเปิดเผยและได้ข้อสรุปในต้นปีหน้า โดยจะกำหนดเป็นแผนลงทุนในระยะยาว 510 ปี ซึ่งจะให้ความสำคัญกับการลงทุนในตลาดเอเชีย กลุ่มอาเซียน และจีน ลักษณะการลงทุนมีทั้ง 3 รูปแบบที่มองไว้ คือ 1.การร่วมทุนกับพันธมิตร 2. ลงทุนเองทั้งหมด และ 3. การเข้าไปซื้อกิจการ
ปัจจัยสำคัญในการกำหนดแผนลงทุนจะมองถึงความต้องการของผลิตภัณฑ์ด้านปิโตรเคมีเป็นหลัก โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่ตลาดต้องการ จากก่อนหน้านี้ที่จะมองจากจุดแข็งและความสามารถของบริษัทในการกำหนดแผนการลงทุน เพื่อนำเสนอจขายผลิตภัณฑ์ต่อตลาด นอกจากนี้ยังมองแนวทางการลงทุนต้องมี 3 องค์ประกอบการ คือ 1. ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม 2. การดูแลสังคมรอบด้าน และ3. ในเชิงเศรษฐกิจการลงทุนต้องได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม
สำหรับการลงทุนในประเทศจีนนั้น ปตท.เคมิคัลยังให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง และมีแผนจะขยายการลงทุนเช่นกัน เพราะ ปัจจุบันได้สำนักงานกระจายสินค้าอยู่ในจีน เพื่อรองรับการส่งออกเม็ดพลาสติดจากไปไทยไปจีน ซึ่งกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกของบริษัทที่มีอยู่1.5 ล้านตัน/ปี จะแยกเป็นผลิตใช้ในประเทศ 50% ที่เหลืออีก 50% เป็นการส่งออก และตลาดส่งออกหลักคือจีน โดยในอนาคต มีแผนจะเพิ่มสำนักงานกระจายสินค้าอีก 23 แห่ง
อย่างไรก็ตามด้านสถานการณ์ปิโตรเคมีในปี 2553 ในช่วงไตรมาส1และ2 ถือว่าดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยราคามาเม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีนความหนาแน่นสูง(เฮลดีพีอี) กับแนปทาลีน (สารเคมีที่สกัดจากถ่านหิน)มีส่วนต่างอยู่ที่ 600 เหรียญสหรัฐ/ตัน จากเดิมที่เคยคาดว่า จะมีกำลังการผลิตใหม่ของอุตสหากรรมปิโตรเคมีจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นจากโรงงานแห่งใหม่ในตะวันออกกลางและจีน ซึ่งจะเป็นแรงกดดันให้ราคาเม็ดพลาสติกลดลง แต่โรงงานดังกล่าวยังเดินเครื่องผลิตไม่เต็มที่ ประกอบกับช่วงครึ่งปีแรกมีการหยุดซ่อมบำรุงของโรงงานปิโตรเคมีในหลายแห่ง
ในขณะที่ช่วงไตรมาส3 เมื่อกำลังการผลิตใหม่จะเริ่มเข้าสู่ตลาดจะเป็นปัจจัยกดดันส่วนต่างราคาเม็ดพลาสติกให้เหลือ 400 เหรียญสหรํฐ/ตัน แต่ในขณะนี้ราคายังอยู่ที่ระดับ 500 เหรียญสหรัฐ/ตัน อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งปีหลังราคาเฉลี่ยน่าจะไม่ต่ำกว่า 400 เหรียญสหรัฐ/ตัน บนพื้นฐานของระดับราคาน้ำมันดิบ7080 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
นอกนั้นเป็นโครงการขนาดเล็ก ปรับแต่ง ต่อเติมในกระบวนการผลิต เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้ดียิ่งขึ้น







