
สินเชื่อปีนี้โตได้ 6% แบงก์ชาติคาดฟื้นครึ่งปีหลัง
ธปท.คาดการณ์สินเชื่อรวมปีนี้น่าจะโตได้ 4-6% ขณะที่เอ็นพีแอลไม่น่าห่วง เพราะเพิ่มในอัตราที่ชะลอลง
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.5% มีผลตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.เป็นต้นไป โดยบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส คาดว่าการลดดอกเบี้ยจะกระทบต่อส่วนต่าง (Spread) ของธนาคารพาณิชย์ในปีนี้เพียง 6 เดือน หรือนับจากไตรมาส 3 เป็นต้นไปราว 0.0625% หรือกระทบต่อกำไรของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ราว 2.5% ของประมาณการเดิม (ทุก 0.25% ที่ลดลงกระทบกำไรสุทธิของกลุ่มราว 10%)
ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์สินเชื่อรวมปีนี้น่าจะโตได้ 4-6% ขณะที่เอ็นพีแอลไม่น่าห่วง เพราะเพิ่มในอัตราที่ชะลอลง
ดารณี แซ่จู ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า สินเชื่อครึ่งปีหลังน่าจะขยายตัวได้ดีขึ้นจากไตรมาสแรกโต 2.8% เพราะคาดว่าการลงทุนภาคเอกชนจะดีขึ้นตามการลงทุนภาครัฐ จากไตรมาสปีนี้สินเชื่อโต 2.8% เพิ่มขึ้นจาก 2% ในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนยังไม่เข้มแข็งและหนี้ครัวเรือนยังสูงอยู่ ประกอบกับธุรกิจรายใหญ่มีทางเลือกในการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ (บอนด์) และหุ้น ทำให้สินเชื่อโตได้ไม่สูง แต่ถ้านับรวมสินเชื่อและตลาดบอนด์แล้ว สินเชื่อไตรมาสแรกโต 5%
ทั้งนี้ หากแยกรายละเอียดจะพบว่าสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่โต 3.9% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ติดลบ 1%สินเชื่อธุรกิจโต 2% เพิ่มขึ้นจาก 0.6% สินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีโต 2.2% เพิ่มจาก 1.8% ขณะที่สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคโตลดลงจาก 4.9% เหลือ 4.6%
สำหรับอัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (นิม) ทรงตัวอยู่ที่ 2.6% จากการบริหารด้านหนี้สินเป็นสำคัญ รวมทั้งการลดต้นทุนดอกเบี้ยจ่าย เห็นได้จากช่วงที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ไม่มีการนำเสนอผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำพิเศษที่มีต้นทุนสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์ ทำให้ 3 ปีที่ผ่านมาสัดส่วนเงินฝากออมทรัพย์เพิ่มขึ้น จาก 50% เป็น 60% ของเงินฝากรวม
“ภาพรวมเอ็นพีแอลไม่น่าห่วง เพราะเพิ่มในอัตราที่ชะลอลง โดยภาคธุรกิจทั้งขนาดใหญ่และเอสเอ็มอีในบางภาคอุตสาหกรรมยังมีเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นอยู่ เช่น ธุรกิจรายย่อยยังเพิ่มในภาคพาณิชย์ การค้าส่งค้าปลีก เป็นต้น เพราะธุรกิจรายเล็กที่สายป่านสั้นยังได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจฟื้นได้น้อยและไม่ทั่วถึงอยู่ ส่วนธุรกิจรายใหญ่เอ็นพีแอลยังเพิ่มในธุรกิจอาหาร เหล็ก โลหะหนัก เป็นต้น ด้านสินเชื่ออุปโภคบริโภคหนี้ด้อยลงจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลัก” ดารณี กล่าว
ด้านสัดส่วนสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (เอสเอ็ม) ที่ผิดนัดชำระ 1 เดือน แต่ยังไม่ถึง 3 เดือนในไตรมาสแรกปีนี้ลดลงเล็กน้อยจาก 2.63% ของสินเชื่อรวมในไตรมาสก่อนหน้าเหลือ 2.61%
อย่างไรก็ดี ธนาคารพาณิชย์มีการกันสำรองหนี้ต่อเนื่อง โดยไตรมาสแรกปีนี้กันสำรองเพิ่มอีก 3.5 หมื่นล้านบาท ทำให้เงินสำรองทั้งระบบเพิ่มเป็น 5.45 แสนล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วนเงินสำรองที่มีต่อเงินสำรองพึงกันอยู่ที่ 161.8 % เพิ่มจาก 159.6% เมื่อสิ้นปี 2559 และเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) อยู่ที่ 17.8% สูงกว่าเกณฑ์ 8.5%
นอกจากนี้ ไตรมาสแรกปีนี้ระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรจากการดำเนินงานรวม 9.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.9% ในไตรมาสก่อนหน้า มีกำไรสุทธิที่ 5.11 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.7% โดยกำไรหลักๆ เป็นผลจากการบริหารจัดการต้นทุนให้ลด







