
ปตท.เคมิคอลคาดรายได้ปี54ทะลุแสนล้านหลังคดีมาบตาพุดปลดล็อค
ปตท.เคมิคอลคาดหลัง 7 โครงการปลดล็อคจากคดีมาบตาพุดจะทำให้รายได้ปี54 จะทะลุ 1.3 แสนล้านบาท จากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 8 หมื่นล้านบาท
ปตท.เคมิคอลคาดหลัง 7 โครงการปลดล็อคจากคดีมาบตาพุดจะทำให้รายได้ปี54 จะทะลุ 1.3 แสนล้านบาท จากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 8 หมื่นล้านบาท
นายวีรศักดิ์ โฆสิตไพศาล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.เคมิคอล เปิดเผยถึง การคาดการณ์ผลการดำเนินงานในปี 2554 จะมีรายได้อยู่ที่ระดับ 1.3 แสนล้านบาทจากปี 2553 ที่คาดว่าจะมีรายได้อยู่ที่ 8 หมื่น ภาย หลังโครงการลงทุนของปตท.เคมิคัล ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเม็ดพลาสติก 7 โครงการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง จะสามารถเดินเครื่องได้เต็มที่ หลังศาลปกครองฯมีคำตัดสินออมาชัดเจน
ทั้งนี้มีเพียง 1 โครงการคือ โครงการส่วนขยายกำลังการผลิตเอทิลีน ไกลคอล ของบริษัทบางกอกโพลีเอทิลีน ที่ต้องดำเนินการตามมาตรา67 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งทางบริษัทจะเร่งปฏิบัติตตามกฏระเบียบที่วางไว้ให้ทั้งหมด
กรณี 7 โครงการที่จะเดินหน้าต่อไปนั้น ขณะนี้ได้ทำหนังสือไปยังกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อยืนยันการเดินหน้าโครงการ พร้อมทั้งขอให้ภาครัฐกำหนดวิธีปฏิบัติที่จะให้เอกชนปฏิบัติตามสอดคล้องกับคำตัดสินของศาลปกครองฯที่ออกมา โดยที่ผ่านมาได้ทยอยจัดทำรายงานผลกระทบด้านสุขภาพ(เฮชไอเอ) ไปแล้วและจะเสร็จสิ้นภายในปีนี้
ส่วนทางด้านความพร้อมของเครื่องจักรภายในโรงงงานหลังจากที่ต้องหยุดโครงการไปนั้น อยู่ระหว่างการตรวจเช็คอุปกรณ์ให้กลับมาเดินเครื่องได้อีกครั้ง ซึ่งยอมรับว่าทำให้มีค่าใช้จ่ายพอสมควรแต่ไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะหากโครงการเดินหน้าได้ตามปกติจะเป็นเรื่องที่ดีมากกว่า
"เมื่อปัญหามาบตาพุดคลี่คลายทั้ง7 โครงการ ที่มีมูลค่าลงทุน 1.3 หมื่นล้านบาท เดินหน้าได้จะทำให้ภาพรวมของบริษัทมีรายได้บริษัทเพิ่มขึ้น ในสัดส่วน 50-60% ของรายได้รวมปีที่แล้ว จากปัจจุบันที่มีรายได้ เฉลี่ยปีละ 8 หมื่นล้านบาท เพิ่มเป็น 1.3 แสนล้านบาท ในปีหน้า และจากนี้ไปโครงการลงทุนของบริษัทในอนาคตจะให้ความสำคัญในการจัดทำเฮชไอเอทุกโครงการ ไม่ว่าจะอยู่ในมาบตาพุดหรือไม่ เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของชุมชนให้มากขึ้น"นายวีรศักด์ กล่าว
สำหรับใน 7 โครงการมี 4 โครงการสำคัญประกอบไปด้วย1.โครงการผลิตเม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีนความหนาแน่นสูง(เฮชดีพีอี) ขนาด 250,000 ตัน/ปี ของ บริษัท บางกอกโพลีเอทิลีน 2.2.โครงการผลิตเม็ดพลาสติก เอชดีพีอี ส่วนขยายขนาด 50,000 ตัน/ปี ของโรงงาน ไอ-1 บริษัท ปตท.เคมิคอล 3.โครงการเอทานอลเอมีน ขนาด 50,000 ตัน/ปี ของ บริษัท ไทยเอทานอลเอมีน จำกัด และ4.โครงการเอทิลีนออกไซด์และเอทิลีนไกลคอล ขนาด 95,000 ตันต่อปี ของ บริษัท ทีโอซีไกลคอล จำกัด
นายวีระศักดิ์ กล่าวถึง แผนการลงทุนในปี 2554 ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลรายละเอียดจะสามารถเปิดเผยและได้ข้อสรุปในต้นปีหน้า โดยจะกำหนดเป็นแผนลงทุนในระยะยาว 5-10 ปี ซึ่งจะให้ความสำคัญกับการลงทุนในตลาดเอเชีย กลุ่มอาเซียน และจีน ลักษณะการลงทุนมีทั้ง 3 รูปแบบที่มองไว้ คือ 1.การร่วมทุนกับพันธมิตร 2. ลงทุนเองทั้งหมด และ 3. การเข้าไปซื้อกิจการ
ปัจจัยสำคัญในการกำหนดแผนลงทุนจะมองถึงความต้องการของผลิตภัณฑ์ด้านปิโตรเคมีเป็นหลัก โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่ตลาดต้องการ จากก่อนหน้านี้ที่จะมองจากจุดแข็งและความสามารถของบริษัทในการกำหนดแผนการลงทุน เพื่อนำเสนอจขายผลิตภัณฑ์ต่อตลาด นอกจากนี้ยังมองแนวทางการลงทุนต้องมี 3 องค์ประกอบการ คือ 1. ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม 2. การดูแลสังคมรอบด้าน และ3. ในเชิงเศรษฐกิจการลงทุนต้องได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม
สำหรับการลงทุนในประเทศจีนนั้น ปตท.เคมิคัลยังให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง และมีแผนจะขยายการลงทุนเช่นกัน เพราะ ปัจจุบันได้สำนักงานกระจายสินค้าอยู่ในจีน เพื่อรองรับการส่งออกเม็ดพลาสติดจากไปไทยไปจีน ซึ่งกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกของบริษัทที่มีอยู่1.5 ล้านตัน/ปี จะแยกเป็นผลิตใช้ในประเทศ 50% ที่เหลืออีก 50% เป็นการส่งออก และตลาดส่งออกหลักคือจีน โดยในอนาคต มีแผนจะเพิ่มสำนักงานกระจายสินค้าอีก 2-3 แห่ง
อย่างไรก็ตามด้านสถานการณ์ปิโตรเคมีในปี 2553 ในช่วงไตรมาส1และ2 ถือว่าดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยราคามาเม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีนความหนาแน่นสูง(เฮลดีพีอี) กับแนปทาลีน (สารเคมีที่สกัดจากถ่านหิน)มีส่วนต่างอยู่ที่ 600 เหรียญสหรัฐ/ตัน จากเดิมที่เคยคาดว่า จะมีกำลังการผลิตใหม่ของอุตสหากรรมปิโตรเคมีจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นจากโรงงานแห่งใหม่ในตะวันออกกลางและจีน ซึ่งจะเป็นแรงกดดันให้ราคาเม็ดพลาสติกลดลง แต่โรงงานดังกล่าวยังเดินเครื่องผลิตไม่เต็มที่ ประกอบกับช่วงครึ่งปีแรกมีการหยุดซ่อมบำรุงของโรงงานปิโตรเคมีในหลายแห่ง
ในขณะที่ช่วงไตรมาส3 เมื่อกำลังการผลิตใหม่จะเริ่มเข้าสู่ตลาดจะเป็นปัจจัยกดดันส่วนต่างราคาเม็ดพลาสติกให้เหลือ 400 เหรียญสหรํฐ/ตัน แต่ในขณะนี้ราคายังอยู่ที่ระดับ 500 เหรียญสหรัฐ/ตัน อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งปีหลังราคาเฉลี่ยน่าจะไม่ต่ำกว่า 400 เหรียญสหรัฐ/ตัน บนพื้นฐานของระดับราคาน้ำมันดิบ70-80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล นอกนั้นเป็นโครงการขนาดเล็ก ปรับแต่ง ต่อเติมในกระบวนการผลิต เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้ดียิ่งขึ้น







