
‘ช่วงชัย นะวงศ์’ ผู้นำต้องแฟร์กับลูกน้อง
“ช่วงชัย นะวงศ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส (FSS) วัย 55 ปี
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง / ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์
“ช่วงชัย นะวงศ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส (FSS) วัย 55 ปี ฝันอยากอยู่วงการตลาดทุนและสานฝันจนสำเร็จ ก้าวสู่จุดสูงสุดของมืออาชีพในวงการนี้
เขาไม่ได้มีเป้าหมายที่มุ่งมาทางตลาดทุนตั้งแต่แรก เนื่องจากตั้งใจไปเรียนปริญญาตรีทางด้านปรัชญากับรัฐศาสตร์ที่ประเทศอินเดีย เพราะถ้าจะเรียนด้านนี้ให้ถึงแก่นต้องไปถึงแหล่งกำเนิดของทั้งพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น แต่เมื่อคิดไปมากลัวว่าถ้าจบมาแล้วจะไม่มีงานทำก็เลยเปลี่ยนมาเรียนวิชาหลักเป็นเศรษฐศาสตร์แล้ววิชารองเป็นพวกปรัชญาแทนสิ่งที่ได้เรียนรู้มาตอนนั้นคือ ปรัชญาการใช้ชีวิตให้รู้จักอดทนและนำมาปรับใช้กับคนและงานได้ดี
จากนั้นฝันอยากอยู่ในวงการตลาดทุนเพราะได้แรงบันดาลใจจากที่ได้เห็นชีวิตและการต่อสู้อดทนของผู้คนในสลัมที่อินเดียจากบนห้องที่เรานอนเป็นประจำ และบอกว่ากับตัวเองเราต้องทำอะไรที่ทำให้ชีวิตเราต้องฝ่าฟันและไปในทางที่ดี จนไปเจอหนังสือมือสองเป็นนิตยสารฟอร์จูนมือสองมาอ่านเกี่ยวกับคนที่ทำงานด้านวาณิชธนกิจในวอลล์สตรีท
แต่กลับมาเมืองไทยกลับมาเริ่มต้นทำงานที่แรกในตำแหน่งบิซิเนสอิดิเตอร์ของหนังสือพิมพ์บางกอก โพสต์ เพราะชอบและเห็นว่าได้ใช้ภาษาอังกฤษต่อเนื่อง แต่ทำได้เพียง 3 เดือน ก็หันไปเริ่มหางานที่จะเป็นบันไดสู่วงการโบรกเกอร์ได้จนได้ทำงานที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ดูแลสาขาต่างประเทศและปล่อยสินเชื่อให้สถาบันการเงิน ซึ่งเหมือนเปิดประตูการเรียนรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมโบรกเกอร์
จากนั้นก็ได้ย้ายมาอยู่ที่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอกธำรง และได้มาลุยงานด้านวาณิชธนกิจ มอร์แกนเกรนด์เซลส์ ซึ่งเป็นสถาบันการเงินเก่าของอังกฤษที่ถูกดอยช์แบงก์ซื้อกิจการไป และเป็นงานแรกที่ทำให้ได้สัมผัสกับงานด้านซื้อกิจการและร่วมทุน (M&A) ซึ่งเป็นช่วงแรกที่เมืองไทยเริ่มมีการซื้อกิจการและทำให้รู้สึกไปกับงาน จนได้มาอยู่ที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ (บงล.) ธนพล ตอนนั้นไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจหลักทรัพย์โดยตรง และมาเจอแจ็กพอตที่ปิด 56 สถาบันการเงินช่วงต้มยำกุ้ง
ทำให้ได้บทเรียนว่าโบรกเกอร์ไม่มีเจ๊งเพราะการดำเนินงาน ถ้าจะเจ๊งก็เจ๊งด้วย 3 อย่าง คือ การปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อขายหุ้น (มาร์จิ้นโลน) ไปลงทุนในสิ่งที่ขาดทุน และการบริหารสภาพคล่องไม่ดี จากนั้นเลยกลายเป็นหลักอย่างหนึ่งในการทำงานว่า การปล่อยมาร์จิ้นและการลงทุนของบริษัทต้องระมัดระวังมาโดยตลอด ซึ่งหลักการปล่อยมาร์จิ้นโลนคือ ต้องให้ความสำคัญในการดูและเลือกรับลูกค้าที่จะปล่อยมาร์จิ้นเป็นหลัก และวงเงินที่ปล่อยต้องมีความเข้มข้นมาก โดยหลาย บล.อาจจะเน้นคัดเลือกหุ้นที่ดีเป็นหลัก แต่เขามองว่าหุ้นไม่เคยมีวันผิดนัดชำระ คนต่างหากที่จะเป็นคนผิดนัดชำระ
จากนั้นก็มีปรับเปลี่ยนงานมาเรื่อย ทั้ง บล.เอกชาต บล.ยูโอบี จนมาเป็นวาณิชธนกิจที่ไอเอ็นจีและเป็นผู้บริหารไอเอ็นจี ทำให้เห็นความยากในอุตสาหกรรมที่หลากหลายตั้งแต่ต้องเข้าใจธุรกิจให้ดี และต้องทำให้เกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ทุกคนที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ระหว่างลูกค้า เจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุน และผู้บริหาร
แต่สิ่งที่ยากที่สุดของการทำงานมาคือ การมาอยู่ บล.ฟินันซ่า และมารวมกันของ บล. ทั้ง 3 แห่งคือ บล.ไซรัส บล.สินเอเซีย เพราะปกติหนึ่งบวกหนึ่งเป็นเรื่องที่ยากอยู่แล้ว แต่นี่ 3 แห่งรวมเป็นหนึ่งเดียว และรวมเพื่อสร้างใหม่ ซึ่งก็ต้องมีการเพิ่มสิ่งที่มีมูลค่ามากกว่าเดิม แต่เพราะต่างก็มีวัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่างกัน และต้องมีการปรับเจ้าหน้าที่การตลาดออก เหลือฝ่ายงานวิจัยแห่งเดียว ต้นทุนแบ็กออฟฟิศต้องเกิด ทั้งหมดต้องทำให้เกิดลดต้นทุนต่อขนาดให้ได้ ไม่เช่นนั้นผิดวัตถุประสงค์ของการรวมตัวกันเป็นเรื่องที่ลำบากใจแต่ก็ต้องทำ
ที่สำคัญคือ ต้องสร้างแพลตฟอร์มที่สามารถรองรับเจ้าหน้าที่การตลาดเข้ามาใหม่ได้ หลาย บล.ขยายไม่ได้ เพราะระบบโครงสร้างบริหารหน้าบ้านไม่ได้เปิดให้เจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนเข้ามาเพิ่ม แต่ที่นี่แบ่งเป็นทีมเพื่อให้แต่ละทีมบริหารกันเองและมีวัฒนธรรมของแต่ละทีมไปจนวันนี้มีทั้งหมด 12 ทีม และวันนี้แม้จะมีเทคโนโลยีเข้ามาเพื่อเป็นตัวช่วยให้กับผู้ลงทุน และเป็นเครื่องมือที่ทำให้เข้ามาช่วยเรื่องการแข่งขัน แต่เราก็ยังเชื่อและให้น้ำหนักกับเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนเพราะเชื่อว่าพวกเขาไม่มีวันตาย โดยเฉพาะอนาคตที่คนเหล่านี้จะเป็นบุคลากรสำคัญที่เข้ามาช่วยดูแลเรื่องการบริหารความมั่งคั่ง (เวลธ์แมเนจเมนต์) กับลูกค้าประเภทไฮเน็ตเวิร์ก
หลักการทำงานสำหรับเขาคือ “ความแฟร์ที่มีต่อลูกน้อง” ที่ต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ทำให้พนักงานรู้ว่าเขาได้รับความยุติธรรม มีความเสมอภาคจากเพอร์ฟอร์แมนซ์การทำงาน ขณะที่ในฐานะของผู้บริหารก็ต้องรู้ว่าเราทำงานให้ใครเพื่อให้ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดพึงพอใจด้วยกันหมดทุกฝ่าย
งานอดิเรกของผู้บริหารคนนี้ ชอบเล่นหมากรุกสากลและเคยลงการแข่งขันระดับไทยแลนด์โอเพ่น รวมถึงตีเทนนิสอาทิตย์ละ 3 วัน ส่วนใหญ่ตีช่วงเช้าแล้วค่อยมาทำงานและทำต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 20 ปี เพราะทำให้สมองเฟรชมาก ส่วนเสาร์อาทิตย์เพราะความรักธรรมชาติจะขับรถไปบ้านที่นครนายกที่มีสัตว์เลี้ยงหลากหลายที่นั่น รวมถึงล่าสุดกับการทำความฝันทดลองปลูกข้าวหอมสุพรรณเองครั้งแรกในพื้นที่ 10 ไร่ เพราะชอบและฝันอยากมีทุ่งนาที่ออกทุ่งรวงทอง สวยงามเป็นของตัวเอง







