
STAคาดปีนี้พลิกกำไร
STA หวังปีนี้พลิกมีกำไร ทุ่มงบลงทุนเพิ่มกำลังผลิตยางพาราสิ้นปีนี้เป็น 2.9 ล้านตัน จากปัจจุบัน 2.4 ล้านตัน สร้าง 2 โรงงานใหม่นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการบริหาร บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) เปิดเผยว่า คาดว่าผลประกอบการของบริษัทในปี 2560 จะพลิกกลับมามีกำไรจากปี 2559 ที่มีผลขาดทุน 758 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรสุทธิในปีนี้กลับมาเป็นบวกจะอยู่ที่ประมาณ 1-3% จากปี 2559 ที่ติดลบราคาขายยางพาราแท่งตลาดไซคอม ขณะนี้มีมุมมองว่าจะไม่ต่ำกว่าราคาเฉลี่ยปี 2559 ที่ประมาณ 1,500 เหรียญสหรัฐ/ตัน จากเดิมช่วงต้นที่ประเมินราคายางพาราเฉลี่ยในปีนี้จะสูงกว่าปีก่อน ทั้งนี้หลังสิ้นไตรมาส 2/2560 จะเริ่มเห็นสถานการณ์ของราคายางพาราที่ชัดเจนมากขึ้นนอกจากนี้ บริษัทได้พิจารณาทบทวนลดเป้าหมายยอดขายในปี 2560 จากเดิมที่ตั้งไว้ที่ 1.7 ล้านตัน มาอยู่ระหว่าง 1.3-1.7 ล้านตัน เพื่อทำแผนการผลิตและขายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดราคายางพาราขณะนี้ที่มีความผันผวนสูง ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยการเก็งกำไรในตลาดซื้อขายล่วงหน้ายางพาราเซี่ยงไฮ้ รวมถึงจะพิจารณาทบทวนเป้าหมายยอดขายในปี 2561 ที่ตั้งไว้ที่ 2 ล้านตัน หลังปี 2559 บริษัทสามารถทำยอดขายสูงสุดเป็นจุดสูงสุด
STA หวังปีนี้พลิกมีกำไร ทุ่มงบลงทุนเพิ่มกำลังผลิตยางพาราสิ้นปีนี้เป็น 2.9 ล้านตัน จากปัจจุบัน 2.4 ล้านตัน สร้าง 2 โรงงานใหม่
นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการบริหาร บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) เปิดเผยว่า คาดว่าผลประกอบการของบริษัทในปี 2560 จะพลิกกลับมามีกำไรจากปี 2559 ที่มีผลขาดทุน 758 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรสุทธิในปีนี้กลับมาเป็นบวกจะอยู่ที่ประมาณ 1-3% จากปี 2559 ที่ติดลบราคาขายยางพาราแท่งตลาดไซคอม ขณะนี้มีมุมมองว่าจะไม่ต่ำกว่าราคาเฉลี่ยปี 2559 ที่ประมาณ 1,500 เหรียญสหรัฐ/ตัน จากเดิมช่วงต้นที่ประเมินราคายางพาราเฉลี่ยในปีนี้จะสูงกว่าปีก่อน ทั้งนี้หลังสิ้นไตรมาส 2/2560 จะเริ่มเห็นสถานการณ์ของราคายางพาราที่ชัดเจนมากขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทได้พิจารณาทบทวนลดเป้าหมายยอดขายในปี 2560 จากเดิมที่ตั้งไว้ที่ 1.7 ล้านตัน มาอยู่ระหว่าง 1.3-1.7 ล้านตัน เพื่อทำแผนการผลิตและขายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดราคายางพาราขณะนี้ที่มีความผันผวนสูง ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยการเก็งกำไรในตลาดซื้อขายล่วงหน้ายางพาราเซี่ยงไฮ้ รวมถึงจะพิจารณาทบทวนเป้าหมายยอดขายในปี 2561 ที่ตั้งไว้ที่ 2 ล้านตัน หลังปี 2559 บริษัทสามารถทำยอดขายสูงสุดเป็นจุดสูงสุดใหม่ที่ 1.5 ล้านตัน
อย่างไรก็ดี ประเมินว่าความต้องการใช้ยางพาราของโลกในปีนี้จะเติบโตประมาณ 3-4% โดยเฉพาะจากกลุ่มผู้ใช้หลักของโลกคือผู้ผลิตยางล้อรถยนต์ ขณะที่ในสิ้นปี 2560 นี้บริษัทจะมีกำลังการผลิตของโรงงานเพิ่มเป็นประมาณ 2.9 ล้านตัน จากปัจจุบันที่ 2.4 ล้านตัน โดยในปีนี้จะใช้งบประมาณ 1,000-2,000 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงาน 2 โรงใหม่ แบ่งเป็นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 โรง ขนาดกำลังการผลิต 7,200 ตัน/เดือน และอินโดนีเซีย 1 โรง ขนาดกำลังการผลิต 5,000 ตัน/เดือน
สำหรับธุรกิจปลายน้ำของบริษัทในเครือ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) ผู้ผลิตถุงมือยางทางการแพทย์รายใหญ่ที่สุดในประเทศและติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก คาดว่าจะมีการเติบโตที่ดีเช่นกัน เนื่องจากแนวโน้มความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี ซึ่งบริษัทมีแผนวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตลอดจนกระบวนการผลิตให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เพิ่มกำลังการผลิตจากเดิม 1.4 หมื่นล้านชิ้น และทยอยเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดต่อไปในอนาคต
ขณะที่เข้าซื้อหุ้นของบริษัท สยามเซมเพอร์เมด (SSC) เพิ่มเป็น 90.2% จากเดิมที่ประมาณ 40% ในช่วงไตรมาส 1/2560 ที่ผ่านมา ซึ่งทำธุรกิจผลิตและจำหน่ายถุงมือยางจะส่งผลดีให้บริษัทสามารถทยอยรับกำไรและรายได้ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจจำหน่ายถุงมือถือเป็นธุรกิจปลายน้ำที่มีอัตรากำไรสุทธิที่สูงระดับ 10% สูงกว่าธุรกิจกลางน้ำ คือการผลิตและจำหน่ายยางพาราแท่ง ยางพาราแผ่นรมควัน และน้ำยางพาราข้น
นายวีรสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า นอกเหนือจากการสร้างการเติบโตทางธุรกิจแล้ว STA ยังคงเดินหน้าพัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรมยางพาราของประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษามาตรฐานให้ไทยเป็นผู้นำในตลาดยางพาราโลกตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำจนถึงปลาย
น้ำราคาหุ้น STA ปิดที่ 16.40 บาท ลดลง 0.80 บาท หรือ 4.65% ลดลงมากกว่าการลดลงของตลาดหุ้นไทย







