
ปิติพงศ์ พิศาลบุตร นำ‘นวกิจ’บุกซีแอลเอ็มวี
การรุกขยายธุรกิจประกันภัย ประกันชีวิต เข้าไปในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ของกลุ่มทุนไทย
โดย...วารุณี อินวันนา
การรุกขยายธุรกิจประกันภัย ประกันชีวิต เข้าไปในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ของกลุ่มทุนไทย ไม่ได้มีเพียงบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น แต่บริษัทขนาดกลางอย่าง บริษัท นวกิจประกันภัย ได้คว้าโอกาสนี้เช่นเดียวกัน
ปิติพงศ์ พิศาลบุตร ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท นวกิจประกันภัย (NKI) กล่าวว่า บริษัทมองหาโอกาสในการขยายช่องทางการตลาดเข้าไปในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะกลุ่มซีแอลเอ็มวี ประกอบด้วย กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม เพราะมองว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโต จากการที่มีจำนวนประชากรจำนวนมาก และยังเป็นตลาดที่กำลังพัฒนา
ล่าสุดบริษัทได้ร่วมกับบริษัท ไทยรีประกันชีวิต บริษัท ฟอลคอนประกันภัย และบริษัท ทีเค กรุ๊ป โซล กลุ่มธุรกิจใน สปป.ลาว ซึ่งมีธุรกิจโรงแรม อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจก่อสร้าง ร่วมกันจัดตั้ง บริษัท ทีเคไอ ไลฟ์ อินชัวรันส์ และบริษัท ทีเคไอ เจนเนอรัล อินชัวรันส์ ใน สปป.ลาว เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2559 โดย 2 บริษัท มีทุนจดทะเบียนบริษัทละ 1.6 หมื่นล้านกีบ หรือบริษัทละประมาณ 70.4 ล้านบาท
สำหรับ บริษัท ทีเคไอ ไลฟ์ อินชัวรันส์ ทางบริษัท นวกิจประกันภัย ถือหุ้น 32.50% หรือประมาณ 23 ล้านบาท บริษัท ไทยรีประกันชีวิต ถือหุ้น 32.50% หรือเป็นเงินลงทุน 23 ล้านบาท และบริษัท ทีเค กรุ๊ป โซล ถือหุ้นในสัดส่วน 35%
ขณะที่ บริษัท ทีเคไอ เจนเนอรัล อินชัวรันส์ บริษัท นวกิจประกันภัย ถือหุ้นใน 32.50% หรือประมาณ 23 ล้านบาท บริษัท ฟอลคอนประกันภัย ถือหุ้น 32.50% และบริษัท ทีเค กรุ๊ป โซล ถือหุ้น 35%
“ผู้บริหารและคณะกรรมการของบริษัท ทีเคไอ ไลฟ์ อินชัวรันส์ และบริษัท ทีเคไอ เจนเนอรัล อินชัวรันส์ จะมาจากตัวแทนของผู้ถือหุ้นทั้ง 4 กลุ่ม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสรรหาบุคลากร สถานที่ตั้งบริษัท ส่วนจะเริ่มธุรกิจได้เมื่อไหร่ ก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการของบริษัท” ปิติพงศ์ กล่าว
ปิติพงศ์ กล่าวอีกว่า นโยบายการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดซีแอลเอ็มวีของบริษัท จะเข้าไปร่วมกับนักธุรกิจท้องถิ่นในแต่ละประเทศที่มีช่องทางการจำหน่ายอยู่แล้ว เพื่อร่วมกันจัดตั้งบริษัทประกันใหม่ขึ้นมาจะไม่เข้าไปในรูปของการจัดตั้งสาขา เพราะจะเป็นการดีต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และยังเป็นไปตามนโยบายของประเทศนั้นๆ ที่ต้องการดึงนักลงทุนเข้าไปร่วมลงทุนจัดตั้งบริษัท เพราะจะทำให้เงินลงทุนยังคงไหลเวียนในประเทศ
นอกจากนี้ ประชาชนในแต่ละประเทศจะให้การต้อนรับมากกว่าการเข้าไปในรูปสาขา ที่เมื่อทำธุรกิจได้มีรายได้ก็จะถูกนำออกนอกประเทศ
ในขณะที่บริษัทก็ไม่ต้องเริ่มทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด เพราะมีพันธมิตรที่เป็นคนท้องถิ่น มีความเชี่ยวชาญในกฎระเบียบ และตลาดของประเทศนั้นๆ อยู่แล้ว
“สปป.ลาว เป็นก้าวแรกของการออกสู่ตลาดซีแอลเอ็มวีของบริษัท เพราะเป็นจังหวะเหมาะที่เราได้รู้จักบริษัท ทีเค กรุ๊ป โซล ซึ่งเป็นนักธุรกิจท้องถิ่นที่เขาต้องการขยายธุรกิจเข้าสู่การประกันภัย แต่เขาไม่มีประสบการณ์ และเรายังมีพันธมิตรอีก 2 บริษัทที่มีแนวคิดตรงกัน การเจรจาร่วมมือจึงลงตัว” ปิติพงศ์ กล่าว
ปิติพงศ์ กล่าวต่อว่า พันธมิตรทั้ง 4 กลุ่มนี้มีความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน จะช่วยส่งเสริมให้บริษัทใหม่เดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว โดยในส่วนของบริษัท นวกิจประกันภัย มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารงานผ่านสาขา ในขณะที่ทางบริษัท ไทยรีประกันชีวิต มีความเชี่ยวชาญด้านการประกันชีวิต และบริษัท ฟอลคอลประกันภัย มีความเชี่ยวชาญทางด้านระบบและเทคโนโลยี
สำหรับธุรกิจประกันภัยในประเทศ ปี 2560 บริษัทตั้งเป้าเบี้ยรับรวมเติบโตไม่น้อยกว่า 4% จากปี 2559 หรือเป็นเบี้ยรวมประมาณ 2,952 ล้านบาท เพราะมองว่าตลาดยังอยู่ในช่วงของการชะลอตัว ซึ่งไตรมาสแรกปี 2560 มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 651 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยปลายปี 2559 ทางคณะกรรมการบริษัทได้ทบทวนแผนกลยุทธ์และงบประมาณในการดำเนินงานเพื่อกำหนดทิศทางปี 2560 ที่ยังมุ่งเน้นการรับประกันภัยประเภทที่มีกำไร เพิ่มสัดส่วนการรับประกันภัยกลุ่มลูกค้าบุคคลและกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและกำหนดแนวทางบริหารจัดการเพื่อลดอัตราค่าสินไหมทดแทนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
นอกจากนี้ ยังต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับความเสี่ยงต่างๆ อย่างการแข่งขันที่รุนแรงกับบริษัทประกันภัยต่างประเทศที่มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง และมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้บริษัทต้องปรับกลยุทธ์การแข่งขันด้วยการหาช่องทางการตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ พัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจ สังคม และความต้องการของลูกค้า รวมถึงยังพิจารณาโอกาสการควบรวมกิจการกับบริษัทประกันภัยขนาดกลางและขนาดเล็กของไทย เพื่อขยายฐานลูกค้าและเพิ่มขนาดเงินกองทุนให้สามารถรับความเสี่ยงภัยได้มากขึ้น และบริหารค่าใช้จายในการดำเนินงานโดยใช้ทรัพยากรร่วมกัน เพื่อให้ต้นทุนการดำเนินงานอยู่ในระดับที่ต่ำและสามารถแข่งขันได้







