
SAP เดินหน้าหนุนองค์กร
ปัจจุบันองค์กรต่างๆ ในประเทศไทยได้มีการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงธุรกิจสู่ระบบดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง
ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
ปัจจุบันองค์กรต่างๆ ในประเทศไทยได้มีการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงธุรกิจสู่ระบบดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ด้วยระบบเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนผ่านจากแบบเดิมไปสู่ระบบดิจิทัลทำให้องค์กรที่ไม่มีการปรับตัวจะเสียเปรียบให้กับคู่แข่งในตลาดที่ปรับตัวได้เร็วกว่า
ผลการศึกษาจากเอสเอพี (SAP) ร่วมกับ Oxford Economics พบว่า มีเพียง 1 ใน 4 ของธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น ที่เป็นผู้นำด้านดิจิทัลอย่างแท้จริง การที่จะประสบความสำเร็จในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลได้นั้น ผู้นำธุรกิจในไทยจำเป็นต้องมีความเข้าใจถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับธุรกิจและรับมือกับสิ่งเหล่านั้นด้วยข้อมูลที่เกิดขึ้นแบบเรียลไทม์
ลีเฮอร์ ออบิซูร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอพี ประจำภูมิภาคอินโดจีน ผู้นำในด้านซอฟต์แวร์ระบบการจัดการธุรกิจและองค์กรเอนเตอร์ไพรซ์ กล่าวว่า การที่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจะประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลนั้น ควรมีจุดเด่นในเรื่องของวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง อาจจะวางโครงสร้างองค์กรด้านดิจิทัลอย่างชัดเจน พร้อมร่วมกันขับเคลื่อน โดยทีมบริหารที่วางกลยุทธ์สู่ระบบดิจิทัลอย่างจริงจัง
เอสเอพียังคงทำงานร่วมกับลูกค้าจากหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมค้าปลีก เฮลท์แคร์ พลังงานและทรัพยากร บริการด้านการเงินและประกันภัย เพื่อผลักดันให้เกิดการดำเนินธุรกิจแบบดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องไปกับนโยบายของประเทศ เพื่อผลักดันผู้นำองค์กรในไทยให้กลายเป็นผู้นำดิจิทัลแห่งอนาคต สู่การเป็นไทยแลนด์ 4.0 ผ่านการใช้ประโยชน์จากข้อมูลในการตัดสินใจทางธุรกิจ และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่จากภายในองค์กรสู่เครือข่ายที่กว้างขึ้น
ถึงแม้ว่าองค์กรต่างๆ ในประเทศไทยจะเริ่มมีการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลแล้ว แต่ประสบการณ์การใช้บริการต่างๆ ผ่านระบบดิจิทัลของผู้บริโภคชาวไทย มีเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นที่พึงพอใจกับประสบการณ์การให้บริการผ่านระบบดิจิทัลที่ตนเองได้รับจากแบรนด์ต่างๆ
นอกจากนี้ยังมีอีกราว 50% ของผู้บริโภคที่ไม่พึงพอใจ หรือสับสนต่อการให้บริการผ่านระบบดิจิทัลจากแบรนด์ไทยซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ซึ่งช่องว่างดังกล่าวนี้มีความสำคัญ เพราะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในแบรนด์ของผู้บริโภค
ช่องว่างด้านดิจิทัลที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจไทยยังไม่พร้อมที่จะใช้ประโยชน์จากโอกาสใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากเศรษฐกิจดิจิทัลและเจ้าของธุรกิจจำเป็นต้องพัฒนาขีดความสามารถด้านดิจิทัลให้สูงขึ้น เพื่อมอบประสบการณ์ใช้งานที่ดียิ่งขึ้นแก่ผู้บริโภค
ในปี 2560 ผู้บริหารองค์กรทุกขนาดจะเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการลดความซับซ้อนในการใช้ประโยชน์จากข้อมูล (DATA) เนื่องจากข้อมูลคือหัวใจหลักของการทำธุรกิจ ทำความเข้าใจและให้บริการลูกค้า นอกจากนี้องค์กรต่างๆ จะเริ่มเข้าใจถึงมูลค่าเชิงพาณิชย์ที่อาจเกิดขึ้นจากชุดข้อมูลที่มีในองค์กร และมองหาวิธีเปลี่ยนแปลงข้อมูลเหล่านั้นให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ให้แก่องค์กร จึงจะเห็นการใช้ประโยชน์จากโทรศัพท์มือถือ ระบบดิจิทัล และข้อมูลแบบเรียลไทม์ในการสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าและพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ
ทั้งนี้ คลาวด์เซอร์วิสจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เนื่องจากองค์กรต่างๆ ได้เริ่มการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล และเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการด้านไอทีจากระบบเก่ามาเป็นระบบคลาวด์ผ่านการใช้บริการแบบ Software as a service (SaaS) ที่มากขึ้น โดยไอดีซีคาดการณ์ว่า ตลาดของธุรกิจที่ใช้แอพพลิเคชั่น SaaS จะโตขึ้น 17% ภายในปี 2563 จาก 4.74 หมื่นล้านบาท ในปี 2552 เป็น 1.039 แสนล้านบาท ในปี 2563
ในขณะที่การ์ทเนอร์ยังได้คาดการณ์ตลาดคลาวด์เมื่อไตรมาส 4 ปี 2560 ไว้ว่า ตลาด SaaS จะโตขึ้น 19.2% ภายในปี 2563 จาก 3.15 หมื่นล้านบาท ในปี 2558 เป็น 7.57 หมื่นล้านบาท ในปี 2563 สำหรับประเทศไทย ยังคงเป็นตลาดที่สำคัญ และบริษัทยังคงมุ่งมั่นที่จะช่วยให้ธุรกิจในประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลได้อย่างสมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม เช่น โรงงานผลิต เกษตรกรรมและค้าปลีก มีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหาย หากไม่มีการปรับรูปแบบและขั้นตอนการทำธุรกิจให้สอดรับกับความคาดหวังและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในยุคดิจิทัล เห็นได้จากผลการสำรวจประสบการณ์การใช้บริการต่างๆ ผ่านระบบดิจิทัล (Digital Experience Report) ของเอสเอพี ที่ชี้ให้เห็นว่าแบรนด์ต่างๆ ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน จะได้รับความนิยมจากผู้บริโภคลดลงและมีผู้บริโภคชาวไทยเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นที่พึงพอใจกับประสบการณ์ที่ได้รับผ่านระบบดิจิทัลจากแบรนด์ต่างๆ
ดังนั้น ธุรกิจในปัจจุบันจึงจำเป็นต้องเชื่อมต่อช่องว่างด้านดิจิทัลระหว่างตนเองและผู้บริโภคผ่านการวางกลยุทธ์ด้านดิจิทัลที่ชัดเจน รวมทั้งการทำงานด้านการตลาด การขาย การให้บริการ และการพาณิชย์เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อมอบประสบการณ์ทำงานอย่างสมบูรณ์ไร้รอยต่อให้กับลูกค้าอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งธุรกิจในทุกอุตสาหกรรมควรเพิ่มการลงทุนด้านไอทีเพื่อลดความซับซ้อนของขั้นตอนการดำเนินการและการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถดำเนินงานไปได้อย่างง่ายดาย
การลงทุนในปี 2559 ของเอสเอพียังคงมีอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทได้แถลงถึงแผนการลงทุนมูลค่า 2,000 ล้านยูโร เพื่อช่วยธุรกิจ และภาครัฐบาลได้ใช้ประโยชน์จากการเพิ่มจำนวนขึ้นของเซ็นเซอร์ สมาร์ทดีไวซ์ และบิ๊กดาต้า ซึ่งกำลังเปลี่ยนโฉมการทำธุรกิจด้วยอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ พร้อมกันนี้ยังวางแผนจะเร่งสร้างนวัตกรรมโซลูชั่นไอโอทีใหม่ๆ รวมถึงเพิ่มการขายและการทำตลาดและการให้บริการ เพื่อสนับสนุนและร่วมสร้างนวัตกรรม พร้อมทั้งเพิ่มการเติบโตร่วมกันกับพันธมิตรทางธุรกิจ และธุรกิจสตาร์ทอัพในตลาดไอโอที ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 2.5 แสนล้านยูโร ภายในปี 2563
เอสเอพียังได้คิดค้นแพลตฟอร์มที่ใช้เทคโนโลยี อิน-เมโมรี (in-memory) สำหรับการดำเนินธุรกิจในชื่อ SAP HANA พร้อมด้วย SAP S/4HANA นวัตกรรมสวีตยุคใหม่สำหรับธุรกิจที่สร้างบนแพลตฟอร์ม SAP HANA ซึ่ง SAP S/4HANA คือ “คอร์ดิจิทัล” ที่ช่วยมอบข้อมูลเชิงลึกได้ในทันที โดย 76% ของการทำธุรกรรมในโลกใช้ระบบนี้เพื่อการดำเนินธุรกิจได้แบบเรียลไทม์และมีมูลค่าที่สูงขึ้น ถือว่าช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าได้ง่ายขึ้น







